วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562
ความสุขที่ใฝ่ฝันที่สุดของแต่ละคนไม่เท่ากัน
ความสุขที่ใฝ่ฝันที่สุดของแต่ละคนไม่เท่ากัน
เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เด็กน้อยอายุ 8 ขวบป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ
แม่เค้ามาที่คริสตจักรเพราะเหตุรำ่ลือว่า
ที่โบสถ์นี้มีคนหายโรคมะเร็งแล้วหลายคน..
ตอนแม่เค้าพามา..ผมเกิดความเชื่อมากว่าหายแน่นอน
...และเป็นอีกครั้งในจำนวนสองสามหน
ที่ความเชื่อแบบนี้ของผมผิดพลาด..
น้องไม่หายโรคมะเร็ง...
ที่จะเล่าเพราะเมื่อคืน ภาพน้องเค้าโคจรมาในความทรงจำ
..เพื่อจะบอกเล่าว่าความสุขที่สุดของคนไม่ีเท่ากัน
..เท่าที่ไปเยี่ยมไข้และจากคำบอกเล่าของคุณแม่ปรารถนาคือ
ได้นอนห้องพิเศษสักคืนนึงก่อนที่จะจากโลกนี้ไป
..ห้องรวมนอนไม่หลับ..ร้อน..มีเสียงรบกวน
..อยากนอนในห้องพิเศษเงียบ ๆ ได้หลับอย่างเต็มตื่น
..ได้อยู่ีในห้องเย็น ๆ มีทีวีดู..
และคืนสุดท้ายห้องพิเศษที่คุณแม่เค้าจองไว้เกือบเดือนก็ได้รับคิว
..น้องได้ย้ายห้องไปนอนห้องที่ตนเองต้องการด้วยรอยยิ้ม
..แล้วเธอก็จากไปอย่างสงบ..
เรื่องเศร้า-v'gik..แต่นั่นเป็นเรื่องน่ายินดีสุดยอดของเธอผู้จากไป
วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562
คนเรายุคนี้จ่ายราคาสูงเพื่อสร้างสิ่งที่เราไม่ได้ชอบใช้ ?
เมื่อครั้งไปพบญาติที่พิจิตรเลยถามว่า
กระต๊อบแบบเดิมๆหายไปไหนหมด
เพราะเท่าที่สังเกตเห็นญาติๆและเพื่อนบ้าน
มักจะมากระจุกรวมตัวกันที่บ้านกระต๊อบ
หลังสุดท้ายของหมู่บ้านคือบ้านลุงแกะกับป้าสอน
..นั่นหมายถึงความเป็นจริงคนท้องถิ่นนี้
ชอบอยู่อาศัยอย่างเรียบง่าย
และมีความสุขกับกระต๊อบไม้ไผ่
..แต่ความกระหายของค่านิยมสังคมยุคนี้
ผลักดันให้พวกเขาอยู่บ้านตึก
..ที่เขาไม่ชอบอยู่อาศัยเลย..
....วัยเด็กผมวิ่งเล่นและมีความสุขกับบ้าน
ในสองแบบนี้หลังใหญ่เป็นบ้านปู่ที่เพชรบูรณ์
เรือนแฝดสามหลังมีชานบ้านกว้างมากๆ
บันไดสามขั้นเรือนใหญ่ด้านหลังสุดยกสูง
ใต้ถุนเป็นฝูงวัวควายหลายสิบตัว
..ครัวเป็นเรือนไฟที่อุดมไปด้วยภูมิปัญญา
การถนอมอาหารสารพัด
..กระติ้บข้าวใบใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็น
..เรือนหน้าเป็นเรือนทวด
..ชานส่วนหนึ่งปู่ทำหลังคาเอาไว้นั่งจักสานสารพัดงานฝีมือ
..ปู่เก่งมากเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง
..ผ่านร้อนหนาวมาสารพัด
.,เป็นพรานป่า..เป็นหมอทหาร..เป็นปศุสัตว์
..เป็นนักเดินเรือในแม่น้ำป่าสัก
..เป็นหมอธรรม(ยุคนั้นจะมีจอมขมังเวทย์
อยู่สองฝ่ายคือฝ่ายธรรมและเดียรรัจฉานวิชา).
.แต่ตรงข้ามกับพ่อผมเลยพ่อไม่เชื่อเรื่องเวทย์มนตร์.
.บ้านหลังนี้ต่อให้ไม่ซื้อไม่ขายอะไรกับใครสักสิบปี
ก็ไม่อดตายปู่มีไร่นาเป็นร้อยไร่
ฉางข้าวเบ้อเร่อมีโรงสีด้วยแหละครับ..
...อีกหลังเป็นกระต๊อปที่พิจิตร
..ผมชอบที่นี่มากกว่า..น้ำท่วมกว่าหกเดือนต่อปี
..เลยไม่นิยมบ้านหลังใหญ่..ทุกเรือนมีเรือพาย
..พายุพัดพังก็สร้างใหม่..น้ำท่วมมิดก็ย้ายที่
..ปลาเยอะมาก..มีรายได้จากทุ่งน้ำทุกวัน
ญาติที่นี่และคุณตาหาตังค์ได้เยอะกว่าบ้านปู่
..แต่แปลกไม่เหลือเก็บ..คงเพราะอุดมสมบูรณ์มาก
..จับปลาได้ทุกวัน..ลุงๆป้าๆทำนาบัวตอนนั้นแพงมาก
..กระจับเอย..ผักกระเฉดเอย..
ไม่ต้องปลูกเก็บขายอย่างเดียว..
.ปิดเทอมเมื่อไหร่ผมเป็นไปขลุกที่นั่น
ลงเบ็ดจับปลาเล่นเรือเล่นน้ำจนตัวดำมิดหมี
เปิดเทอมค่อยกลับ..ตาผมก็เก่งอีกแบบลูกทุ่งแท้
เมาได้ทุกวันมียายหลายคน..เป็นนักแสวงโชค
ที่เดินgmhkรอนแรมจากบ้านหัวนา.จ.เลย.
เป็นเวลาสามเดือนจนมาถึงพิจิตร
เพื่อทำงานขายแรงงานในการรถไฟ
ในการตีอีเตอร์ตอกหมุดวางไม้หมอนทางรถไฟ
...แล้วก็ลงหลักปักฐานอยู่ที่พิจิตร
...ความฝันวันเรียบง่าย..บ้านในความทรงจำ
..ปู่.ตา..วีรบุรุษฮีโร่ในวัยเด็ก..
เลยฝันว่าอายุสัก..70.ปีจะหาสักที่นึง
ไปใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านแบบนี้บรรยากาศแบบนี้
สักที่ใดที่หนึ่งในโลกใบนี้...
คนเรายุคนี้แปลกนะสร้างบ้านสร้างบริบท
สร้างสังคมแบบที่ตนไม่ชอบอยู่..
ไม่ชื่อลองใคร่ครวญดูเถิด
ไม่ชื่อลองใคร่ครวญดูเถิด
วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ประสบการณ์หลับในขับรถครึ่งชั่วโมง 37 กม.
25 กรกฎาคม 2015 เวลา 22:39 น.
ผมตกใจตื่นนอนขณะที่อยู่หลังพวงมาลัยรถ
ที่กำลังวิ่งเข้าสู่สี่แยกไฟแดง..รีบเลี้ยวซ้ายจอดทันที
เพื่อทบทวนว่าตนเองมาที่นี่ได้อย่างไร.
.เพราะความซ่าของชีวิต..
เวลาอธิษฐานอดอาหารนาน 7 วัน
ติดต่อกัน 21 มื้ออาหารร่วมกับพี่น้องจังหวัดเลย
ในช่วงบุกเบิกตั้งคริสตจักรที่นั่น
..แต่ด้วยเป็นเจ้าของกิจการด้วยเลยต้องทำงานไปด้วย
..วันนั้นไปติดม่านที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ชัยนาท
..สินค้ามาไม่ครบ..
เลยต้องขับรถย้อนกลับมาเอาของที่เพชรบูรณ์
ช่วงเวลาสามทุ่มกว่าถึงกำหนดทานอาหารได้แล้ว
ก็เลยแวะกินข้าวกับลูกชายที่อุตสาห์พกไปด้วย
..ด้วยประเมินว่าระหว่างอดอาหารนั้นเราอาจจะไม่ไหว
ลูกชายจะได้ช่วยขับหรือช่วยเตือนเวลาหลับ..
กินข้าวเสร็จขับรถออกมาแวะลงไปฉี่..
ที่สี่แยกท่าตะโก-ไพศาลีแล้วก็มานั่งหลังพวงมาลัย
..ขับไปเพชรบูรณ์..
นั่นคือความทรงจำที่จำได้แต่หลังจากนั้น..
#ฉันหลับขับรถบนถนนที่อุดมไปด้วรถพ่วงสามสิบเจ็ดกิโล
...ลูกชายก็หลับด้วย(พกไปทำไมว้าเนี่ย)
..ขอบคุณพระเจ้าไม่ตายไม่พังไม่เจ็บ..
แต่สรรหาเหตุผลไม่ได้ว่ามันไปตรงนั้นได้อย่างไร
(รู้ว่า 37 กม.เพราะตื่นมากดจีพีเอสดูว่าข้าอยู่ไหน
แล้วเพชรบูรณ์มันไปทางไหนวะเนี่ย)
#ขอบคุณพระเจ้าที่ยังไม่ให้ตาย
และหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปีแล้ว
ที่พบว่าตนเองมีอาการง่วงหรือเพลียเมื่อไหร่
จอดรถดีกว่า ก่อนจะหลับไปนานแสนนาน
งานที่ค้างไว้ยังไม่เสร็จสักรายการ
วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
สะพานห้วยตอง
มุมมองนี้สะพานห้วยตองสูงและยาวเหยียดมาก
สะพานข้ามเหวลึกที่แยกระหว่างภาคเหนือและภาคอิสาน
มีมากมายสารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสยอง
แต่ท้าทายดี เมื่อหลายสิบปีก่อน ลูกเสือสามัญ(เด็กมัธยม)
จากโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม เกือบพันคน
ได้เดินป่าลึกลัดเลาะลำห้วยตองเข้าไป 5 กม.
ไปตั้งค่ายพักแรม ที่ริมแอ่งน้ำใหญ่ จำได้ว่ามันสวยมาก
ปลาเยอะ ครูแอะ(ครูสอนดนตรี)เอาปืนแก๊ปไปด้วย
ครูช่างยนต์(จำชื่อเค้าไม่ได้แล้ว)เอาระเบิดไดนาไมท์ไปด้วย
ระเบิดปลาเลี้ยงลูกเสือ อ้ะ อย่าเพิ่งว่าครูเค้านะครับ
ยุคนั้น ไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิด กม.มาออกทีหลัง
พวกเราเล่นน้ำกันสนุกจับปลาตามโตรกหินกันจนตัวซีด
เด็กนักเรียนช่วงนั้นการเข้าป่าตั้งแคมป์เพื่อฝึกการดำรงชีวิต
เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ ก่อไฟเป็น หุงหาอหารเป็น
สร้างที่พักกลางป่าได้ ขุดส้วม จัดการขยะ ซักเสื้อผ้า
ล้างจาน การแสดงรอบกองไฟ
ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ จากการเข้าไปตั้งแคมป์ในป่า
ยุคนั้นก็ป่าจริงจังแหละครับ..จำได้ว่าไปกับเขาแทบทุกครั้ง
แต่มีครั้งนี้แหละที่ไปแล้ว ทำให้ครั้งต่อ ๆ มาไม่ได้ไปตั้งค่ายกับโรงเรียนอีก
..ค่ายลูกเสือที่ห้วยตอง ตอนเขาไปต้องเดินลงเขาผ่านป่าไผ่
เพื่อไปที่หุบเขาสวย ๆ ใกล้ธารน้ำ ขาไปสนุกครับเดินลงเขา
ขาเดี้ยงก็เดินได้ลิ่ว ป่าไผ่รวก ป่าเต็งรัง ใบไม้ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ
บ้างส้ม บ้างแดง บ้างยังเหลือง นัยว่าย่านนี้เป็นป่าไม้ผลัดใบ
ครูเค้าพาอ้อมสะพานห้วยตอง ไม่ลงเดินตรงนั้น
คงเกรงว่าพวกเราจะกลัวผี ตามคำร่ำลือ ก็แหม
ไม่รู้ว่าใครมาตายแถวนั้นบ้าง นับร้อยศพแล้วกระมัง
..ตั้งแคมป์อยู่ที่นั่นห้าวัน
...หลังคาที่ทำด้วยหญ้าสาบเสือของเตนทฺผมก็แห้งได้ที่พอดี
ก็รื้อ แล้วเก็บให้เป็นที่เป็นทางตามคำสั่ง
อาจารย์บรรจง จันทะสิงห์ อาจารย์เรวัฒน์ ใจชื่น
ครูฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลเหล่าลูกเสือสามัญร่วมกับคณะครูอีกสิบกว่าท่าน
...อิตอนเดินกลับนี่สิครับต้องเดินตามโตรกห้วย หินทั้งน้าน
ขาเดี้ยงอย่างผมก็เดินช้า..สิ มีไม้ง่ามอันนึงคอยพยุงตัว
...และบางช่วงต้องเดินขึ้นเนิน ...ผลคือเค้าไปถึงที่สะพานรอขึ้นรถแล้ว
..ผมยังไปไม่ถึง...ก็เดินเรื่อย ๆ นะไม่ได้หยุดพักแต่มันสโลว์มากกกกกก
....จนอาจารย์เรวัฒน์ท่านต้องเดินย้อนมากับลูกเสือล่ำ ๆ สองสามคน
..พอมาเจอก็บอกว่า เฮ้ พวกเราทำเสลี่ยงหามไป
...ตามวิชาลูกเสือเค้าก็เนรมิตรไม้ไผ่ทำเสี่ยงให้ผมนั่ง
..แต่ใช้ได้จริงไม่กี่เมตรหรอกครับ ..โขดหินสูงต่ำ ..ขึ้นล
ง..คนจะร่วงเสลี่ยงและสุดท้ายเสลี่ยงพัง.
.อาจารย์เรวัฒน์ท่านก็เลยยิ้ม ๆ แล้วนั่งลง .
.บอกว่าขี่หลังครู...เดี๋ยวคนอื่นเขาจะรอนาน.
.เดินรั้งท้ายเดี๋ยวเสือมาคาบไปกิน ...
.วันนั้นเลยได้ขี่หลังครูฝ่ายปกครองที่ทั้งโรงเรียนกลัวเกรงกันเป็นนักเป็นหนา
..เพราะครูเรวัฒน์ ตีเจ็บมาก มือไม้เรียวรุ่นนั้นก็ครูเรวัฒน์ ใจชื่น
กับครูบรรจง จันทะสิงห์ หือจำชื่อแม่นเลยแหละ
สายโดน โดดเรียนโดน ผมยาวโดน ฯลฯ
เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ที่หล่มสักเล่าว่า หลานครูมาเชื่อพระเจ้าแล้ว
..และภรรยาครูก็มาโบสถ์แล้ว ..เสียดายครูเสียชีวิต
ตั้งแต่วัยอายุสี่สิบหรือห้าสิบนี่แหละจากอุบัติเหตุ
...เป็นความจริงอย่างนึงที่ ครูดุ ๆ มักจะอยู่ในความทรงจำของนักเรียน
นานแสนนาน ด้วยความขอบพระคุณ
วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562
เมื่อต้องขับผีทางโทรศัพท์
ขณะจะเริ่มต้นสอนเรื่องการตั้งคริสตจักร
ในห้องประชุมรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ดอนเจดีย์..
มีพี่น้องเดินอย่างเร็วพร้อมยื่นโทสับมาให้บอกว่า..
จารย์ผีเข้าคน..
พี่น้องโทรมาให้ขับให้หน่อย... (จึ่ยยย)..
มุกนี้อีกแล้ว...
ก็ต้องตั้งสติทบทวนพระสัญญา..
เอ้อ... ฝั่งนั้นรุกก่อนทันที.. "มึงเป็นใคร"
อ้าว... ไม่สุภาพเว้ยเฮ้ย.. ก็ตอบไม่สุภาพ
"กูเป็นคนของพระเยซูคริสต์ว่ะ.. มึงรีบไป"
มึงออกไป.. ออกไป.. ในพระนามพระเยซู
ไป.. ออกไป.. "
บรรยากาศตอนนั้นพี่น้อง.. งง..
พากันเดินเข้าห้องประชุม.. ถอยทันที
ออกไป.. ออกไป.. ออกไป.. ดุเสียงดัง
อาจารย์เล็กร้องเพลงโบราณรับเลยเชียว
" จงออกไปเป็นเกลือแสงสว่าง
ส่องโลกให้เห็นความจริง
โลกมืดมืดมิดจากบาปจะเห็น
สว่าง..... "
เอ้อ.. ฝั่งโน้นบอกว่า.. จารย์
มันไม่ออก.. คราวนี้ผมเลยบอกว่า
"ในพระนามพระเยซู.. ผีมึงหุบปาก"
(ลูกา 10.18-19 ผีก็อยู่ใต้บังคับของท่าน)
ผลคือมันเงียบแล้วถามว่าชื่ออะไร
เจ้าของร่างตอบว่า" ชื่อพรค่ะ.. "
อ้อมันหุบปากจริงแฮะ...
คราวนี้พูดตามอาจารย์นะ
" พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า"
มันตอบทันทีเล้ย
"กูไม่พูด" อ้าววววว.. มีเถียง
"ในพระนามพระเยซู.. หุบปาก"
เงียบ... แฮะ... เลยพูดต่อ
พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า
เสียงปลายสายก็ตอบว่า
พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า
(สัญญาณการคุมสถานการณ์
ได้เริ่มปรากฎ.. ตานี้กระชับพื้นที่
ไปโหมดยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ.. ได้ล่ะ..)
นำรับเชื่อ.. นำประกาศการมีชีวิตใหม่
ตัดสัมพันธ์.. แต่มันมีเถียงเป็นอีกระยะ
โดยพรอักอัก.. และตะกุกตะกัก
บอกว่ามันไม่ให้พูด.. เลยต้องสั่ง
มึงออกไป.. (ขออภัยไม่สุภาพ
แต่ผีมันไม่สุภาพกะจารย์ก่อนนี่)
และให้พระคัมภีร์กับหน.แกงค์เขา
เพื่อไปทำกลุ่ม.. ด้วยว่าเราตกลงกันว่า
ทุกกระบวนการต้องง่ายและสอนซ้ำ
ทำซ้ำได้ เลยให้ยน.1.12 ผู้เชื่อเป็น
ลูกพระเจ้า ลก.10.18-19 เราได้สิทธิอำนาจ
เหยียบงูร้ายและแมงป่องแม้ผีเราก็บังคับได้
1ยน.5.18 ผู้เชื่อนั้นมารร้ายไม่แตะต้องเขา
วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
ไม่เลือกจะเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ควรเปลี่ยนแปลง
แถวย่านแม่น้ำป่าสักจะมีปลากดเหลืองชุกชุมมาก ในแก่งหิน กอไผ่ ตอไม้ ตามวัฒนธรรมตกปลาของคนตกปลากดเหลืองก็มักใช้ คันเบ็ดฝรั่ง ผูกเบ็ดถ่วงด้วยตะกั่วหนักสองสามขีด เพื่อให้เหยื่อตกลงถึงพื้นหน้าดินในแหล่งน้ำเชี่ยวใกล้ แก่งหิน ตอไม้ กอไผ่ ให้มากที่สุดเพื่อล่อให้เจ้ากเหลืองตัวงาม ออกมาฉวยเหยื่อ ยามฤดูปลาขึ้นน้ำช่วงเดือนพฤศจิกายน ฮ่า แต่ก็นะไม่มีฤดูกาลนั้นมานานแล้ว..เคยขับรถตระเวณตกปลาลงจนถึงวิเชียรบุรี..ชาวบ้านบอกว่าปลาไม่ขึ้นไปเหนือน้ำแล้วเพราะมีรถกระบะทางราชการสีขาว กรม...????..นี่แหละเอาถังสารอะไรสักอย่างมาเทตอนปลาขึ้น..พอชาวบ้านมาถามก็บอกว่า..สกัดไม่ให้ปลาขึ้นเดี๋ยวชาวบ้านกินหมด..เอ้า..ปลาไม่ขึ้นไปวางไข่ต้นน้ำปลามันจะแพร่พันธุ์ไงน้อ....ฮ่า...เทคนิคการต้อนคนให้กินอาหารอุตสาหกรรม...แหล่งอาหารธรรมชาติไม่มีก็ต้องกินปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม..ที่เป็นหมัน...กลับมาเรื่องปลากด..ต่อครับ....คนอื่นเขาตกปลากันเป็นแนวยาว..ได้คนละกิโลสองกิโล...เหวี่ยงตะกั่วหนักสองสามขีดลงน้ำกันตูมตาม..เหยื่อใครที่ว่าดีก็ได้ตัวมากหน่อย...พอตาผมเปิดกล่องเบ็ด...ตะกั่วใหญ่ก็มีครับ..แต่ผมเลือกใช้ลูกเล็กนิดเดียว ใหญ่กว่าหัวไม้ขีดไฟ..แค่นั้น...อิตอนเปิดกล่องเบ็ดประกอบ..เสียงแนะนำสารพัดว่ามันจะพันสายคนอื่น..มันตกไม่เป็น...ทำอะไรขัดหูขัดตา...เอ้อ...ความไม่เหมือนนี่..กลายเป็นความขัดแย้ง..ยังไม่ได้พูดอะไรเลยว่า..ว่าทำตามแบบเดิมนั้นไม่ดีตรงไหนเพราะอย่างไรเค้าก็ได้ปลากันทุกคน..แค่เปลืองตะกั่ว..มันขาดบ่อยมากเสียชุดปลายสายกันเป็นว่าเล่น....เพราะติดตอ ติดหิน...แต่ก็มันคือปกติที่ทุกคนยอมรับ...ตานี้ผมตกมั่ง..เขาโยนตามน้ำ..ผมโยนเบ็ดทวนน้ำ...เขาเหวี่ยงไปกลางน้ำผมโยนข้าตลิ่ง(มันก็ไม่พันกะใครแล้ว...ปลากดมันอยู่ตามหลืบหิน ตอไม้ กอไผ่เพื่อดักอาหารที่ลอยมาตามน้ำ...ไอ้เหยื่อที่ผมโยนก็ไหลไปเรื่อยเรี่ยดินเพราะโยนทวนน้ำมันก็พัดเหยื่อตกลงหน้าดินเรื่ย ๆ ไป ผ่านเจ้ากดสารพัดตัวที่ดักใต้น้ำ...โยนไป..ปุ๊บไหลไปไม่กี่เมตรปลาก็แวย..วัดเอา วัดเอา ...ปลาฉวยน้อยตัวก็เดินไปที่กอไผ่โยนเหนือน้ำให้เหยื่อไหลไปใต้กอไผ่..คราวนี้ตัวใหญ่ ๆ ทั้งน้าน...อ้อ..น้อยครั้งที่่ชุดปลายสายผมจะติดหินติดตอ..เพราะตะกั่วมันเล็กยากจะเกี่ยวกะอุปสรรคใต้น้ำ..และเมื่อปลาฉวยก็ดึงตัวออกจากโพรงได้เกือบทุกตัว...หึหึ นักตกปลา..ที่บ่นว่าให้แต่แรก ก็เงียบไป...แต่ไม่มีใครสักคนที่เปลี่ยนชุดปลายสายและเลือกตกปลาแบบที่ผมตก...กลับลือกันว่าผมมีเหยื่อดี..เลยมาถามซื้อเหยื่อกันยกใหญ่..ก็ทำขายสิ..กิโลละสามร้อยบาท..วางขายที่ร้านขายของชำแถวนั้น ..แบบทำแทบไม่ทันเลยเชียวครับช่วงเทศกาลปลาขึ้นน้ำ...กระนั้นเขาเอาเหยื่อผมไปตกก็ได้เท่าเดิมนั่นแหละ..สรุปลือกันต่อไปว่า..ผมมีคาถาดี...เลยได้ปลาเยอะกว่าคนอื่น..เดาได้จากเวลามาตกปลากลางคืน แกไม่กลัวผี นั่งคนเดียวดึกดื่น..เงือกไม่ลากลงไปจมน้ำตาย...เอาสิ...ทั้งเหยื่อ ทั้งคาถา ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่แตกต่าง..มันอยู่ที่วิธีตกที่ไม่เหมือนเขาตะหาก...แต่นักตกปลาเหล่านั้นก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมตกปลาอยู่ดีแหละ .เล่ามาเนี่ย เพราะพบว่าคนมักเปลี่้ยนแปลงในเรื่องที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง..แต่เรื่องสำคัญและมีผลต่อเป้าหมายที่สุดเรากลับเลือกจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง นะ เอ้อ..
วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562
ตัวตุ่นกับบีเวอร์ความคล้ายที่ไม่เหมือน

ขวยตุ่น ขุยตุ่น
"เฮ็ดหยังหลายแท้...ขุดไว้ทั่วสวนปาน ขวยตุ่นเลย"..นึกถึงคำเบรคของพ่อโซ้น เมื่อเห็นผมทำอะไรสารพัดไว้เยอะแยะไปหมด..ที่มาของคำว่า "ขวยตุ๋น" ที่ผมพึมพัมเวลาเห็นคนที่คิดว่าตนเองเก่ง..สาละวนกับโปรแกรมสารพัดการดีที่ไม่ใช่...ผมเคยโดนผู้ใหญ่ตำหนิเวลาโหมทำงานสารพัด..เห็นอะไรที่ว่าดีก็จับมันหมด..ตามประสาคนที่คิดว่าตนเองเก่ง...แต่คนอาบน่้ำร้อนมาก่อนและท่านเองก็เคยเสียเวลาไปกับสารพัดการดีมาแล้ว..พอนึกได้ท่านก็เลยละ..การดีสารพัดมามุ่งเน้นการดีทีละชิ้นงาน..จนเป็นอาณาจักรมั่นคงและส่งต่อไปยังลูกหลานของท่านหลายชั่วอายุคน...ขวยตุ่น..หรือ..ขุยตุ่น..ที่พ่อโซ้นกล่าวถึง..เกิดจากการที่ตัวตุ๋นขุดหารากไม้กิน..มีขุยไปทั่วพื้นที่ตัวนึงมากกว่าหนึ่งไร่...ขุดไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย..คือข้าเก่ง..ข้าแรงเยอะ..ข้ามีทุน..ข้ามีเวลา..ข้าสำคัญเว้ย..เนี่ยกำลังประสบความสำเร็จ..จะได้ไปเล่าขานให้คนอื่นเขาทราบ..ไปอบรม..ไปสัมนา..ไปกล่าวสุนทรพจน์...ไปประชุมแผนจักรวาล ฯลฯ โครงการนี้ก็ทำ โครงการนี้ก็ทำ กิจนี้ก็เร่ง งานนั้นก็เร้า เก่งซะไม่มีล่ะ ตุ่นเอ๊ย...มีแต่ขวย..มีแต่ขุย...ใช้ประโยชน์อะไรจริงจังไม่เคยได้..#ขวยตุ่น...แต่มีเจ้าตัวหน้าตาเหมือนกันอยู่พันธุ์นึง..เจ้านั่นก็ญาติกะตุ่นนั่นแหละมั้ง..เค้าเรียกบีเวอร์ ...เจ้านี่จะกินอะไรก็คำนวณว่ามีผลกะอาณาจักรที่ข้าได้รับมอบหมายไหม..ทางน้ำไปไหนหว่า..ต้นอะไรที่จะกินพรุ่งนี้..กัดต้นมันจะโค่นลงองศาไหน..และเวลาไหนต้องกินมันและเวลาไหนต้องลากมาแปะ..รูข้าจะอยู่ตรงไหน..อุโมงค์ไหนจะสร้างและเมื่อมีลูก..ลูก ๆ จะปลอดภัยไหม..บีเวอร์ตัวนึงสร้างบึงหรือทะเลสาบไปสามสี่ไร่..นั่นแหละอาณาจักรของมัน..ตุ่นกะบีเวอร์เหมือนกัน..มาก...ต่างกันเล็กน้อยตรงที่บีเวอร์สร้างเขื่อนที่มีผลกับมวลชีวิตทั้งระบบนิเวศน์อาณาจักรสามสี่ไร่..แต่เจ้าตุ๋น..ดูขยันและทุ่มเทสารพัดมากกว่าด้วย..ทั้งสวนมีแต่ "ขวยตุ่น"ที่ไม่มีความหมายอะไรนอกจากสำแดงว่าเคยมีมันอยู่ตรงที่นั่น แค่นั้นเอง

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
เรียนทีละขั้นย่างมั่นมั่นทีละก้าว
ตั้งแต่ตอนเรียนประถม 2 จำได้ว่าตนเองชอบอ่านหนังสือ วิธีได้หนังสือมาอ่านสมัยนั้นคือซื้อแพง ๆ มาก ไอ้การ์ตูนเนี่ย เล่มละบาทก็แพงนะเพราะวันนึงได้ตังค์ไปโรงเรียนก็บาทเดียว ก๋วยเตี๋ยวโรงเรียนชามละห้าสิบสตางค์ น้ำแข็งใส่น้ำหวานสารพัดสีคือสลึงนึง สารพัดขนมคือสลึงเดียว ..ฮ่า...ใครเกิดทันนี่หมายถึงรุ่นเลขห้าเชียว...วิธีได้การตูนมาอ่านคือผมก็เอาฉลากมาขาย เพราะรางวัลที่ 1 จะมีสองอันและอันหนึ่งจะเป็นของคนขาย ..หนังสือเต็มบ้าน...เออ..จะอ่านการ์ตูนนี่ต้องให้ยักษ์ ออกจากบ้านก่อน..เพราะจับมาอ่านเมื่อไหร่..ยักษ์จะคำรามว่าตำรับตำราไม่อ่าน...โถ ๆ ๆ ท่านแม่ ..เคยเห็นลูกอ่านหนังสือเรียนเพื่อสอบสักครั้งไหม..อย่างเก่งก็อ่านวิชาประวัติศาสตร์กะวรรณคดี ..ก็ไอ้ที่อ่านเพราะชอบเนื้อหา..ไม่ได้อยากอ่านเพื่อไปสอบแข่งขันอะไรกะชาวบ้านเขาเลย..จำได้ว่าเรียนประถมก็ได้ที่ 1 กะที่ 2(บ้าง)..ได้ที่สองเนี่ย บาปหนาเชียว..ฮ่า...ต่อหน้าพ่อต่อหน้าแม่เราต้องอ่านหนังสือที่ห้ามเป็นการ์ตูน...บาปหนาทำให้แม่ทุกข์ใจ...มีครั้งนึงเด็กแถงบ้านขนหนังสือตำราเรียนมัธยมมาขายให้..ก็เลือกมาหลายเล่ม เลือกเล่มที่มันเป็นเรื่องราว เพราะเป็นมนุษย์ชอบอ่าน...จำได้เล่มหนึ่งปกหนังสือเป็นรูปแมลงปอและเป็นเรื่องวิวัฒนาการของแมลงปอและสัตว์สารพัด เอ น่าจะวิชาชีววิทยา กระมัง เป็นหนังสือเล่มที่อยากอ่านมาก..และเป็นเล่มที่อ่านไม่ค่อยได้มากที่สุด ณ ตอนนั้น..ปล้ำอ่านอยู่หลายวันอ่านได้ไม่กี่หน้า...อ่านตัวไหนไม่ได้ก็ถือเดินไปถามพ่อ..พอ่พาอ่านเสร็จก็งง ..แล้วไอ้คำนี้มันหมายความว่าไง ง่ะ...ไหมล่ะ...อยากให้อ่านตำรา..ตานี้ไอ้ลูกชายแสบเอาตำรามัธยมมาอ่านซะเลย...อ่านไม่ได้ก็เดินมาถาม..เอาสิ..ไม่ต้องทำงานทำการกันล่ะ...ไม่คุยไม่สอนก็ไม่ได้เพราะมันจะทำลายความอยากรู้อยากเห็นและนิสัยชอบอ่านของลูกชาย...ปล้ำอ่านอยู่เป็นสัปดาห์...พบว่าเราไม่มีความสุขกับการอ่าน...พ่อคงจับทางได้..เลยเรียกเอาหนังสือไปเก็บแล้วสรุปว่า เราอยู่ ป.2 อย่างเก่งก็ควรอ่านหนังสือสำหรับประถมต้นไม่เกินป.4 การศึกษาออกแบบมาเพื่อให้เราฝึกฝนเดินไปทีละขั้นการก้าวข้ามขึ้น..ก็พอเหมาะพอดีกับความสามารถที่จะเรียนรู้และเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน...ให้อ่านเล่มที่อ่านได้ก่อนแล้วก็อ่านเล่มที่อ่านยากขึ้นเล่มที่อ่านยากที่สุดค่ดค่อยอ่านทีหลัง...เออ..จริงแฮะ..พ่อเก็บเล่มนั้นไว้ในตู้ตรงหัวเตียงพ่อ..(ไปแอบเปิดดู หือในนั้นมีปืนด้วย กระบอกเล็กทำด้ามทำด้วยงาช้างอันนึง กระบอกใหญ่เป็นเหล็กหนัก ๆ อันนึง...)...ผ่านไปอีกปีนึง..ผมก็แอบไปเอาเล่มนั้นมาอ่านอีกหน..คราวนี้อ่านได้ปรื๋อเลย...ออกเสียงเป๊ะ...แต่ศัพท์ทางชีวะวิทยาเนี่ย ไม่รู้เลย...หึหึ ไอ้ที่เล่าเรื่องนี้เพราะใคร่ครวญเรื่องตำรับตำราเทคนิควิชาสอนของเรา ๆ ในการตั้งคริสตจักร มักเขียนโดยคนเก่ง เพื่อคนเก่ง รูปแบบที่เห็นและเลียนแบบกันต่อ ๆ มาเนี่ย มาจากสุดยอดอลังการงานสร้าง จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ..เด็กป.2 อย่างเรา ๆ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ศัพท์แสง เท่ ๆ เพียบ..เออ ชุดมัธยมเนี่ยโก้กว่าชุดประถมต้นหรือนุบาล..เลยก้าวทะยานกันขาฉีก...กลับมาสอนลูกหลานให้ อ่าน ก.เอ่ย ก.ไก่ กันก่อน เดี๋ยวค่อยขยับไปเรียนตำรามัธยม ทีหลังก้ดีนะ..หึหึ แวะมาแซวจนได้สิ ว่างเว้นไปนาน
เพชรมีค่าในมือพ่อค้าเพชร
ปี 2000 ฤดูกาลแบบนี้แหละ ผมกับศิษยาภิบาลอีกท่านนึงได้รับแหวนวงหนึ่งมา.คนให้มาก็ไม่บอกอะไรด้วยนะ..ตัวเรือนเป็นทองคำขาว หัวเป็นแก้วเจียระไน ..เราสองคนก็มานั่งส่อง...และแล้วอาจารย์ท่านนั้นก็กล่าวว่า..เอางี้..เพราะเรามีส่วนแบ่งกันคนละครึ่ง..ผมตีราคาตามความสวยงามละกัน..ผมขอส่วนแบ่งของผทพันนึงแล้วอาจารย์เอาแหวนไปใช้เลย..เอาให้ภรรยาใส่..หรือไม่ก็เอาไปขายผมว่าได้สองสามพันอยู่หรอกทองคำขาวเนี่ย ..ที่ว่าอย่างนั้นเพราะอาจารย์เค้ารู้จักทองคำขาวเคยเห็นเคยจับและเคยขาย....แต่ในใจผมไม่คิดอย่างนั้นสิ...ผมรู้สึกถึงรายละเอียดของตัวเรือนแหวนและเหลี่ยมมุมของแหวนวงนั้นว่าช่างลงรายละเอียดไว้อย่างกับของชิ้นนั้นมีราคามากกว่าร้อยกว่าพัน...ผมก็เลยบอกอาจารย์ผู้ร่วมหุ้นส่วนว่า....อย่าเพิ่งเลยผมว่ามันมีราคามากกว่านั้น...เกรงว่าตอนหลังมันราคาแพงกว่าผมจะไม่มีกำลังพอจะคืนเงินส่วนแบ่งให้อาจารย์...หรือไม่ก็จะเกิดความไม่สบายใจเปล่า ๆ เอาไว้ให้คนรู้จักตีราคาดีกว่า...ตานี้ผมก็เก็บเข้ากระเป๋ากางเกง ...ทำงานไปจนถึงวันอาทิตย์..ที่โบสถ์หล่มสักตอนนั้นก็มีคนสักสี่สิบห้าสิบคน...ช่วงทานอาหารเที่ยง อยู่กันพร้อมหน้าแหละ ผมก็...เอาเจ้าแหวนวงนั้นมาอวดพี่น้องในคริสตจักรแล้วบอกว่าทำไงผมจะแบ่งส่วนแบ่งกะอาจารย์เบนได้อย่างยุติธรรม...ทุกคนก็ตีราคากันใหญ่เลย หลักร้อยมี หลักพันมี ไม่มีใครให้เกิน 2000 สักคนจนมาถึงมือ ..พี่น้องคนนึงที่เขาทำร้านพลอย ทำเจียระไนพลอย...แม่นางก็ทำตาโต..เฮ้ย..จ้านนนนน..นี่มันแหวนเพชร...ประมาณห้าสิบตังค์ได้...ราคาไม่ตำกว่าสองหมื่นเด้อเนี่ย...แล้วนางก็การันตีความเห็นว่าเป็นเพชรจริงไม่ใช่เพชรเก๊ ให้โดยการนำไปให้ร้านทองตีราคา...ร้านแรกให้ 22,000 บาท ร้านที่สองให้แพงกว่า ราคาน่าจะเกือบสามหมื่นแหละ...แล้วก็กลับมาที่โบสถ์..ด้วยรอยยิ้มหน้าบาน...เลยยิ้ม ๆ ถามว่าแหวนอยู่ไหนเจ๊....เค้าก็เลยเอาเงินปึกนึงมายื่นใส่มือให้บอกว่า เอาไปแบ่งกันได้แล้ว..เออ..เน้าะ..ของที่มีราคาเนี่ย..ไปอยู่ในมือคนที่ไม่เห็นคุณค่า ไม่รู้ราคา...ก็ประเมินสิ่งนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง..ใช้สอยสิ่งนั้นอย่างไม่เห็นคุณค่า...ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ดีกระเป่าไม่ทะลุทำหล่นหายไปหลังจากหย่อนลงกระเป่ากางเกง..ดึงเข้าดึงออก...แหมเงินสองสามหมื่นยุคนั้น..แพงมาก..ทองบาทละเจ็ดพันเอง..เทียบกะเดี๋ยวนี้ก็เกือบแสนล่ะ...ด้วยความไม่รู้เราประเมินราคาแหวนเพชรต่ำกว่าความเป็นจริงตั้งสิบเท่าตัว...ให้ซื้อด้วยราคาหมื่นเดียวก็คงไม่ซื้อเพราะเราไม่เห็นคุณค่า...ชีวิตเราเช่นกันครับ...อย่ามอบให้กับสิ่งใดที่ไม่ให้คุณค่้าไม่พิสูจน์ว่าเรามีค่า..ของที่่มีค่าจะมีมูลค่าสูงสมกับราคามันก็ต่อเมื่อยู่ในมือของคนที่เห็นคุณค่า..ตะหาก...คนที่ตายแทนเราได้หรือคนที่ตายแทนเราไปแล้ว...ย่อมพิสูจน์ว่าเรามีคุณค่าจนจ่ายราคาเสียสละสภาพสูงสุด..มารับสภาพทาส..จนมรณาบนเครื่องประหาร.และเมื่อเขาเอาภารกิจของเขาให้เราดำเนินต่อ...ภารกิจนั้นควรมีคุณค่า...เพราะเขาเห็นเรามีค่า.....ความสำคัญที่เราแสดงออก..คือเห็นคุณค่าของภารกิจที่เขาส่งต่อให้เราระดับไหน..ระดับลูกจ้าง.ที่พร้อมจะทิ้งภารกิจทันทีที่ไม่ได้ประโยชน์.หรือเจ้าของ...ที่พร้อมจะตายเพื่อภารกิจ..
วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562
เพราะมนุษย์ขี้ลืม
เขาค้อคืออำเภอที่ผมรับใช้พระเจ้าและดูแลพี่น้องผ่านไปหลายรุ่น หลายยี่ห้อคริสตจักร เมื่ออาทิตย์ก่อนนั่งนับจำนวนคริสตจักรที่ได้ลุยมาแถวเพชรบูรณ์ นับได้ 20 โบสถ์ จากจำนวน 44 โบสถ์ แต่บันทึกเหตุการณ์เขาค้อนี่มีเรื่องราวมากมายกว่าทุกที่เลยเชียวเมื่อวันที่ 12 มค.2017 ที่ผ่านมาได้ผ่านไปแถว ย่านพี่น้องกลุ่มหนึ่ง ..ผมว่าก็ประมาณช่วงเวลานี้แหละสัก 23 ปีที่ผ่านมา ยุคเจ้า Suzuki RGV ยังมีวิ่งเกลื่อนกลาด..มีชายหนุ่มรูปร่างกำยำ(ศิษย์ผมนี่แหละ)หน้าตาตื่นขับรถแมงกะไซค์ RGV สุดเท่เข้ามาที่โบสถ์ หมอนี่หายไปนานมากแล้วดื้อ ค่อด ๆ .."อาจารย์ ๆ ผมกลับมาหาพระเจ้าแล้ว คราวนี้ผมสัญญาผมจะไม่กลับไปทำตัวเหลวไหลอีก....วันนี้ผมรอดตาย ..ผมเป็นคนรับจ้างเดินเท้าไต่สันเขาเข้าป่าขนยาบ้าจากบ้านเข็กมาที่ถนนใหญ่ เพราะขืนขนตามถนนตำรวจเขาค้อจับได้หมด วันนั้นเอามามัดหนึ่ง 5000 เม็ด เดินเท้าจากแหล่งมาวันนึงเต็ม ๆ พอโผล้พ้นป่าตรงก่อนถึงภูแก้ว อาจารย์เอ้ย..รถสายตรวจกะรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจจอดรอเต็ม..วิ่งก็ไม่ได้ เลยโยนห่อยา..ทิ้งลงท้องร่อง..ผมไม่เคยอธิษฐานมานานแล้ว..เลยอธิษฐานขอให้พระเจ้าไว้ชีวิตผม..อย่าให้เจ้าหน้าที่เจอห่อยาเลย เค้าค้นแบบละเอียดยิบ..อยู่สามชั่วโมงไม่พบของกลาง..ผมก็รอด...คราวนี้งานเข้าอีกอย่างคือ..ยาบ้ามันหายไปนี่แหละ..เอเย่น..มันเอาผมตายแน่..เพราะปีนี้มันเก็บไปหลายคนแล้ว...คืนนั้นทั้งคืนผมอธิษฐาน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ยาวนานที่สุดในชีวิต..ขอให้วันรุ่งขึ้นผมหาของเจอ...พอตะวันขึ้นผมก็ขับรถไปเลยโฉบ ไปดูก่อน หลายรอบกลัวตำรวจมาดัก..จนแน่ใจ ..ก็เดินลงไปหา...อัศจรรย์อาจารย์ห่อของก็ตกอยู่ใกล้ ๆ ทาง ยังเปียกเยี่ยวตำรวจที่ยืนเยี่ยวข้างกอไผ่ก่อนเค้าจะปล่อยผม...อาจารย์..ผมจะไม่ทำบาปอีกแล้ว..พระเจ้าให้ชีวิตใหม่ผม..ไม่ต้องติดคุก..ไม่ต้องถูกฆ่า..........พี่น้องเชื่อไหมว่าอัศจรรย์มาก...เพราะว่า.........................ไอ้หนุ่มอัศจรรย์ทำตัวดีได้แค่เดือนเดียว..และหลังจากนั้นผมก็หาเขาไม่เจออีกเลย..อัศจรรย์มนุษย์นี่ขี้ลืมจริง ๆ
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562
วันครู16มกราคม2019
ครึ่งศตวรรตที่แล้วได้เรียนหนังสือกับครูคนแรกคือครูเชิด จันทร์ลา เลยอ่านหนังสือได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน อายุ 6 ขวดไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านหนองไขว่ เด็กป.1 ยุคนั้นต้องทำโต๊ะและเก้าอี้ไปใช้เอง พ่อผมเป็นมหาบวชนาน ทำอะไรแบบนั้นไม่เป็น คนอื่นเค้าตอกตะปูตัวนึงโป้ง ๆ มิดแต่พ่อผมนะตะปูสิบตัวคดหมด ได้โต๊ะเบี้ยว ๆไปนั่งเรียนแถมนั่งแถวหน้าซะด้วย ต่างจากโต๊ะเก้าอี้เนี๊ยบมากของคู่แข่งทางการศึกษาสมัยประถมคือนายทรงเดช ปานนิล ที่พ่อเค้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน(ภายหลัง)และเป็นอศาสนิกคนแรกในโลกที่ผมรู้จัก (เค้าเป็นนักคิดนักปราชญ์และบอกว่าตนเองเป็นอศาสนิกที่ให้ความเคารพคนทุกศาสนาและนิยมคอมมูนิสต์ )เราเรียกว่าผู้ใหญ่มาน ..ครูคนแรกในโรงเรียนคือป้าจุ๋ม ครูบำเพ็ญกุล สร้อยทอง ใจดีมากกกกกก...นางฟ้าเลยแหละ ครูสาวโสดและท่านก็โสดจนกระทั่งทุกวันนี้ จบเอกอนุบาล ..ครูคนแรกสำคัญกับชีวิตเด็ก ๆ ในสังคมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือครูปฐมวัย ..ความประทับใจในการศึกษา..สร้างแรงปรารถนาและบุคคลิกของการศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปใช้จริง ...ผมเป็นนักเรียนที่ไม่ท่องจำ ...การจำได้แบบแทบทุกตัวอักษร...ทุกภาพลักษณ์เหตุการณ์ที่ควรจำมาจากการตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจ..เป็นนักเรียนคนเดียวในโรงเรียนที่กล้าค้านกะครู(แถมมีพ่อให้ท้าย)..ถ้าครูสอนผิด..ตรวจข้อสอบผิดจากการเรียนรู้มีค้านหัวชนฝาแถมไปจูงพ่อมาเถียงแทนด้วย..และเท่าที่จำได้ครูไม่เคยชนะ...เพราะไม่มั่นใจก็จะไม่โต้แย้งอะไรปานนั้น...วันครู..จำได้ว่ามีครูคนแรกที่หัวดื้อโตรต ๆ คือพ่อตนเอง และใจดีนางฟ้าสุด ๆ คือครูบำเพ็ญกุล สร้อยทอง( ภาพตอนเรียน ป.7 ที่โรงเรียนหนองไขว่ ราษฎร์ผุง)..เพลงมาร์ช โรงเรียนจำได้ว่า เทาแดงดูแวววาวสดใส นั่นแหละไซร์คือหนองไขว่ราฎร์ผดุง ฯลฯ
วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562
วันเด็ก
วันเด็กเมื่อหลายสิบปีก่อน อืมมม...ก็สักประมาณ 46 ปีที่แล้ว
สำหรับเด็กยุคนั้นมันมีความหมายมาก สนุกมาก บันเทิงสุด
มีกิจกรรมที่โรงเรียนในเช้าวันเสาร์ มีขนมแจก ของกินเพียบ
เด็กสามตำบล อันประกอบด้วย หนองไขว่ น้ำก้อแกเครือ
ตำบลลานบ่า มาที่โรงเรียนบ้านหนองไขว่ราษฎร์ผดุง
เด็กเกือบพันเชียว..โรงเรียนเราใหญ่มาก..อาคารเรียนหลังเดียว
เป็นอาคารไม้เก่าคร่ำคร่า อาคารทรงปั้นหยายกสูงสองชั้น
เป็นอาคารประถมต้น อาคารชั้นเดียวเป็นอาคารประถมปลาย
อาคารประถมต้นนี่แหละเป็นอาคารที่น่าจดจำที่สุด
เพราะชั้นเรียน ป.1-ป.2 จะเป็นอาคารชั้นล่างติดดิน
กวาดฝุ่นออกไป เหลือดินแข็งแข็งปานลานซีเมนต์
นั่นแหละที่เล่นสนุกกันนัก ยิ่งหน้าหนาวแบบนี้ หนาวนัก
ฝุ่นจับขาแตกและส่วนใหญ่เราไม่ใส่รองเท้า ตีนแตก
ขาแตก เลือดซิบ แต่บ้านผมไม่มีใครขาแตก ลูกครูนี่
ต้องพิเศษกว่าคนอื่นเพราะแม่เฮี้ยบมาก จับอาบน้ำอุ่น
เอากาบมะพร้าวขัดหนังที่จะแตกออกเนื้อเลยใสกิ๊ก
วันนี้ของ 46 ปีก่อนมีเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำ
วันศุกร์หน้าเสาธง ครูเติม เมืองทอง ครูใหญ่คนแรกของชีวิตผม
ประกาศว่าจะมีพี่พี่จากธรรมศาสตร์มาจัดงานวันเด็กให้
ยุคนั้นนักศึกษาเค้าเข้าเพชรบูรณ์เยอะครับ มาเล่าการเมือง
ผมเนี่ยรับไปเยอะเลยเชียว..ติดอยู่ในหัวจนกระทั่งทุกวันนี้
ไอ้เรื่องต่อต้านกระแสทุนนิยมนี่แหละ มาจากตรงนั้นเลย
เสาร์อาทิตย์ พี่พี่เค้าก็ยังเคยพาพวกเราฝึก ทำระเบิด
เล่าเรื่องสนุก ๆ สารพัดที่เราไม่เคยรู้ในกรุงเทพให้ฟัง
หลังจากครูเติมประกาศคืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับ
ตื่นเต้นมาก จะได้ไปงานวันเด็ก ปีนึงมีงานแบบนี้หนเดียว
มีเกมวิ่งวิบาก ที่หัวร่อกันท้องคัดท้องแข็ง ได้ชักคะเย่อ
ได้ดูละครหน้าขาวของพี่พี่ ได้ร้องเพลงแปลก ๆ สนุกสนาน
มีขนมโก๋กิน มีไอติมหวานเย็นชื่นใจ โห เยอะแยะตาแป๊ะนัง
พอประมาณสามทุ่มเสียงรถหวอดังลั่นหมู่บ้าน เราออกมาชะเง้อ
เสียงชาวบ้านเอ็ดอึงว่าไฟไหม้โรงเรียน ข่าวร้ายกลางดึก
ก่อนถึงวันเสาร์ วันเด็กแห่งชาติ วันที่เรารอคอย
คำขวัญวันเด็ก "ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี
เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ"ชองจอมพลถนอม กิตติขจร
แต่กระนั้นเราก็ยังมาโรงเรียนแต่เช้าครู่ เพราะยังพอมีหวัง
จากบ้านเดินมาโรงเรียนประมาณสามกิโลเมตรลัดเลาะ
ถนนคนเดินตามห้วยแม่น้ำก้อมา ภาพในความทรงจำ
คืออาคารใหญ่ขนาดสามสิบกว่าห้องเรียนเหลือแต่เสา
หลังคามุกกลางเท่านั้นที่พอมีสังกะสีอยู่ ระฆัง โรงเรียน
หลอมเป็นก้อนทองเหลืองสุกปลั่งปานทองคำ ก้อนนึง โต๊ะเรียน
และอุปกรณืการเรียนทั้งหมดเป้นขี้เถ้า หีบเหล็ก เก็บเอกสาร
ตู้เหล็กเก็บเอกสารทะเบียนการเรียน ใบสุทธิ ไหม้หมด
อ้อ ยุคนั้นใครไม่ส่งลูกเรียนจนจบ ป.4 มีโทษทางกฎหมายด้วยนะ
พี่พี่ นักศึกษาไม่ได้มา คงมีการระงับการเข้าพื้นที่จากทหาร
เอ้อ หนอความจำดี ๆ ในวันเด็กมีเยอะ แต่ไอ้ที่จำแม่น
เนี่ยก็ปีนั้นแหละครับ ปีที่ไฟไหม้โรงเรียน
ในภาพคือครูเชิด จันทร์ลา ครู ป.4 พ่อผมกะลูกชายคนเล็ก
(น้องชายคนสุดท้องของผม)
บักตู้
ใต้ถุนบ้านปู่มีคอกวัว ควาย กินพื้นที่หลายไร่
เนินใต้ถุน ตรงเรือนใหญ่ของบ้านแฝด สามหลัง
เป็นเนินนอนของฝูงวัว
เลยไปเป็นหลุมปลักของบรรดาคุณควายทั้งหลาย
ในบรรดาควายฝูงนั้น(จำไม่ได้แล้วว่ากี่ตัว)
มีควายเขาตู้(เขาจะสั้นกว่าตัวในภาพ)..
วงค์ตระกูลเราจะเรียกมันว่าบักตู้ ..
บักตู้เป็นควายคู่นาร้อยไร่สวนร้อยไร่ของปู่...
ก็แปลกดีนะควายเป็นฝูงเทียมไถคราดได้หลายตัว
แต่เห็นบักตู้ไถนาอยู่ตัวเดียว...ในฤดูทำนา
เช้ามืดตีสี่กว่าอาหนู..อาผู้ชายคนเกือบสุดท้อง
จะพาบักตู้ออกไปไถนาที่ทุ่งหนองปากแฮด..
จำได้ว่าพ่อผมเป็นลูคนที่สาม
มี 1.ป้าหว่าน 2.ป้าจัด เป็นพี่คนที่หนึ่ง ที่สอง 3.พ่อผมเป็นลูกคนที่สาม
4.อาเกิดเป็นนักมวย 5.อาโจเป็นทหารผ่านศึก 6.อาจันทร์สี (หญิง)
7.อาหนูเป็นคนเกือบสุดท้องที่มี 7. น้องสาวชื่ออาหลับ
...อาหนูเค้ามีโรคประจำตัวคือโรคลมชักตำแหน่งและบทบาท
คือผู้ดูแลบักตู้พญาควายของบ้าน
...บักตู้ฉลาดแสนรู้ เจ้าอารมณ์ ผมแปลกใจว่าควายเขาทู่ตู้แบบนี้
เวลามีเรื่องราวยกกระโจนใส่ควายตัวผู้ตัวอื่นเวลาเจอกันในท้องทุ่ง
เหตุใดควายเขาโง้ว..เขาแหลมถึงสู้ไอ้เจ้าควายเขาทู่ไม่ได้.สักตัวเลย
..พระเดชพระคุณมันเป้นเหตุที่น่ากลัวมากเวลาควายมันเบิ่งใส่กันกลางทุ่ง
..เชือกที่ล่ามไว้เพราะมันมักมีเหตุชนกันประจำตามประสาควายผู้..เลยต้องล่าม
..ไม่ใช่จะเอาอยู่กระชากขาดผึงหรือหลักหลุดเผ่น ใส่กัน
..เอาเหอะถ้าได้ยินเสียง งัวะ งัวะ ยาว ๆ เสียงดังร้องท้ากันเมื่อไหร่
ควายบอยทั้งหลายเตรียมรับศึกห้ามควายเพราะขืนปล่อยให้ชนกันจริงจัง
..พุ่งปะทะกันโครมเดียวตายคาที่..ยิ่งบักตู่เนี่ย..ทำควายชาวบ้านเดือดร้อนมาเยอะ
..พิษสงมันไม่ได้อยู่ที่เขาแต่อยู่ที่หน้าผากโขกปุ๊งเข้าไปชักดิก ๆ
เขาแหลม ๆ ของคู่อริหักเลือดอาบวิ่งหนีหางจุกตูดก็บ่อย
...ผมเองไม่เคยได้ขี่หลงบักตู้หรอกครับ
มีแต่อาหนูกับบาลีลูกอาจันทร์สีเค้าขี่ประจำ
บักตู้มันแสนรู้ก็จริงแต่จังหวะเดินและวิ่งของมันเนี่ยผมร่วงได้ง่าย ๆ เลย
...อ้อ..ก็มีบางเวลา..ได้ขี่มันอยู่หรอกอิตอน..ปิดเทอมหรือ เสาร์อาทิตย์ที่มาบ้านปู่.
..ก็ออกไปเล่นบทบาทควายบอยกะเขา เวลากลับจากท้องทุ่ง
..เวลาแห่งความสนุกสนาน..อีกเกมก็เข้ามาถึงโพล้เพล้พาควายกลับคอก
..ควายมีหญ้าเต็มซ่วง..ซ่วงคือ..กระเพาะควาย
..อาเค้าสอนให้ดูกระเพาะควายตรงเชิงกรานควาย วัว
..ตอนเช้ามันจะบุ๋ม ๆ แต่พอควายเล็มหญ้าอิ่มมันจะเต็ม..
เต็มก็กลับแต่ก็เกือบมืดทุกที...ก่อนเข้าคอกก็ต้องพาไปกินน้ำ
..ทางลงตลิ่งที่คุณควายทั้งหลายวิ่งลง..ทุกวันจากตลิ่งชัน ๆ
ก็กลายเป็นร่องลึก..ทางลาดเพราะกีบตีนวัวควาย
...เป็นท่าน้ำที่ลาดเอียงปานหาดพัทยาเลยเชียว.
..นั่นแหละตอนวัวกระโจนจากท่า..ลงน้ำ...คือภาพอันน่าประทับใจ.
.ควายบอยบนหลัง..ควายหนุ่มกระโจนลงน้ำ
...ภาพปานบิลลี่เดอะคิก ขี่ม้าลุยน้ำดวลปืนกับอริ.
.น้ำสาดกระจาย ควายทะยานลงน้ำ
..ตอนนั้นแหละอาจจะได้ขี่บักตู้บ้าง
..ให้มัีนพาว่ายข้ามแม่น้ำป่าสัก...แหมเห็นควายลงพุงอย่างนั้น
..ว่ายน้ำเก่งมากนะครับแถมมันแสนรู้ด้วยบอก
..พาด ๆ ดึงบังเหียนไปซ้ายก็เลี้ยวซ้าย..พาด ๆ ดึงไปขวาเลี้ยวขวา
..บอก ยอว์ ยอว์ มันก็หยุด..บอกไป ๆ ไป มันก็เดินหน้า
..เรียกชื่อ..บักตู้มานี่มันก็มา..หากไม่มาก็ต้องสำทับว่า
..ตู้เอ๊ย งัวะ ๆ เพื่อสำทับว่าเรียกตัวไหน
..เดี๋ยวก็ลุกเดินเยื้องย่างมาหาแล้ว
...มีวันหนึ่งอาหนู..ด่ามัน..เสียงดัง...ข้อหาไปตีกะควายชาวบ้านนี่แหละ
...วันรุ่งไม่รู้มันปีนออกจากคอก..ออกไปจากอาณาจักรของมันได้อย่างไร.
..ควายจ่าฝูงสำคัญสำหรับฝูงมากและแถมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดูแลที่ดินนับร้อยไร่.
...ตามหากันนับสองสามวัน..โน่นไปเจอ..ที่สวนบุ่งฟากห้วย
..นอนอยู่ที่ปลักของตนเอง..เมื่อครั้งเวลามาไถ่สวน
..หรือลากข้าวโพดที่สวน...เออ...ควายงอน.
..ตอนมันงอนแล้วหายไปนี่มันไม่ค่อยได้ทำงานแล้ว.
.อาเค้าบอกว่ามันแก่แล้ว..ให้มันพัก..
แปลกดีก็เห็นมันถูกลุงป้า หน้าอา หรือพวกเราด่ามันประจำ
เพราะความ...ดูมุทะลุชอบชนกะเขา...แต่ไม่เคยเห็นมันมีอาการอะไร.
..แต่โดนคนที่มันรักมาก ๆ ด่า และน่าจะเป็นครั้งเดียวแหละ
..มันมีอาการงอนและหนีออกจากบ้าน..
.บักตู้อยู่กับเรามานับสิบปี..มันแก่..แล้วก็ตาย..
.เป็นควายตัวแรกและตัวเดียวที่ผมเห็นมันตายแล้วไม่ได้ถูกชำแหละ.
.เพราะควายทุกตัวที่ตาย..ไม่ว่าแก่ไม่ว่าหนุ่มมันจะถูกชำแหละตกพูด
..ให้คนเอาไปกินกัน..บักตู้ตาย..ทุกคนในบ้านไปยืนล้อมซากมัน.
.น้ำตาไหล...เอาเลื่อนลาก..ไปขุดหลุมฝังที่สวนท้ายบ้าน...
ข้างจอมปลวกใต้ต้นมะขามพันธุ์สีชมพู.
.เป็นสุสานพญาควายของตระกูลจันทร์ลา...
ตำนานแห่งความทรงจำวัยเด็ก #บักตู้
ตำนานแห่งความทรงจำวัยเด็ก #บักตู้
วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562
อินาง
ในยุคประมาณ 2512 จำได้ว่าเริ่มช่วงสงครามเขาค้อ วัยเด็กประถม ยุคหนังคาวบอยรุ่งเรือง ภาพพระเอก เช่น ชาร์ล บรอนสัน,อเลน เดอลอง,สตีฟ แม็คควิน,แอนโธนี่ สตีฟเฟ่น,ฟรั่งโก เนโร, จอนห์ เวนย์ คลิ้น อีสวูด จะโลดแล่นอยู่ในจินตนาการของเด็กชายยุคนั้น..ช่วงเสาร์อาทิตย์หรือวันปิดเทอม พวกเราชาว ควายบอย จะถือเป็นวาระสำแดงเดชของจินตนาการอันสูงส่ง มีควายเป็นม้า หนังสติ๊กเป็นรีวอลโว่ ดินเหนียวเหลว ๆ เป็นกระสุน นัดยิงกันกลางทุ่งหนองปากแฮด ตำนานควายบอยแห่งทุ่งหนองปากแฮด..บางครั้งพลาดไปยิงเป้าตาตาแดง ตาปิด ตาปูด (ยังไม่มีเคสระดับตาบอดเพราะกติกาคือดินอ่อน)..ต้องขึ้นศาลเตี๊ยของพ่อแม่ ..โดนเรียกยืนเรียงแถวเรียงหนึ่งหวดก้นด้วยเรียวมะขาม...จะบอกให้ไอ้เรียวมะขามเนี่ยแต่ละควั่บเพี๊ยะสร้างร่องรอย Side effect ร้าวลึกอยู่ในความทรงจำนานแสนนานเลยเชียว..ไอ้บางคนพลาดตกควายแขนหัก...หัวแตก..เป็นเรื่องราวเล่าขาน...สมาพันธุ์พ่อแม่ปู่ย่าตายคาดเส้นตายห้ามศึกดวลกันแบบชนิดโทษประหาร..แต่...ตราบใดวัวควายต้องออกทุ่ง..เพราะทรัพย์สินของคหบดีในอดีตเค้าไม่ได้เก็บเป็นเงินฝากธนาคาร..เค้าเก็บเป็นวัวควายที่ให้ดอกเบี้ยเป็นการแพร่พันธุ์ ...มีเงินปันผลเป็นปุ๋ยที่ต้องพอใส่ที่ไร่ที่นาที่สวนหลายร้อยไร่.ขี้วัวขี้ควายก็คือซีเมนต์ทาลานตากข้าวหรือยุ้งฉางหรือผสมอิฐดินปลูกบ้าน .มีเงินซื้อที่ดินเพิ่มปุ๋ยก็ต้องพอ ควายตัวหลักนักไถนาตัวยง..วัวตัวเก่งที่ต้องเทียมเกวียนลากผลผลิต...เกวียนคันงามที่จอดใต้ถุนบ้าน..ฉางข้าวโพด..ข้าวเปลือกที่มักจะเก็บไว้กินและนำออกมาขายเมื่อมีราคาดี(เท่านั้น)...ยุคก่อนยากนักที่พ่อค้าจะเอาเปรียบเกษตรกร..เพราะเค้าไม่พอใจขายเขาก็ไม่ขาย..ไม่มีหนี้ในครอบครัวที่ขยันและมีปศุสัตว์...เอาสิปศุสัตว์..ยิ่งเยอะ...ผู้ใหญ่เค้าก็ห้ามเราออกทุ่งไม่ได้..ศึกดวลก็มีอย่างต่อเนื่อง...เชื่อไหมว่าในศึกนับร้อยหนที่ผมออกไปดวลเคยพลาดโดนกระสุนเข้าท้ายทอยหนเดียว...เพราะเป็นคนไม่ควบควายเข้าแนวคิลลิ่งโซนจะค่อยค่อยชักอินาง.ย่างสามขุมหรืออย่างเก่งก็วิ่ง เหยาะ ๆ ..เข้ากระชับพื้นที่แล้วยิงทีละนัด ..เน้น ๆ เป้าใหญ่กลางลำตัวของนักรบฝ่ายตรงกันข้าม..เอ้อ ยิงหัวเค้าเมื่อไหร่กลับบ้านโดนเรียวมะขามอะสิและความลับเรื่องศึกนั้นจะถูกเปิดเผยขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง...พวกเราจะอดเปิดศึกดวลอันน่าตื่นเต้น..กันนับหกเจ็ดวันเลยเชียว...อินางเป็นควายตัวเมีย...มาดสุขุม..เวลาวิ่งจะเหยาะ ๆ ทำให้เราไม่ร่วง..ควายผู้มันวิ่งโหดมาก...ต้องเกาะแน่น ๆ ขาสองข้างต้องคีบให้ติดตัวเพื่อเราจะไม่หล่น ต้องเอามีือหนึ่งดึงบังเหียรมือหนึ่งดึงหาง จบสิ หนังสติ๊กมันต้องใช้สองมือดึง...กว่าจะชะลอง้างหนังติ๊ก..เอ็งก็เข้ามาแนวกระสุนข้าล่ะ.กดเซมิ เข้าไปเลย.เพี๊ย ๆ ๆ ๆ กลางอก เต็ม ๆ ตามกฎของเกม...คือตัวนั้นของฝ่ายตรงกันข้ามถือว่าตาย ต้องออกจากการแข่งขัน..ด้วยแผนอันชาญฉลาดแบบนี้ทีมผมจึงเป็นทีมน่าเกรงขามที่สุดแห่งท้องทุ่งหนองปากแฮด .....มีหน่วยป่วนวิ่งเข้าแนวรบของควายบอยที่ขี่ควายหนุ่มฮึกเหิมไปป่วนกำลังศัตรู...มีผบ.นั่งบนหลังอินางคอยเป็นมือปืนสนับสนุน..สอยนักรบฝ่ายตรงกันข้าม...ฮ่า..ไม่มีอินางที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมในการบัญชาการศึก..ผมคงหัวโนไปนับครั้งไม่ถ้วน..แต่นี่หัวโนและถูกเก็บออกจาการแข่งขันครั้งเดียวเท่านั้น ...ใครอยากลองก็ลองไปขี่ควายดวลกันหลางทุ่งมั่งก็ดีนะครับ..สนุกกว่า บีบี กัน หรือเพ้นบอลอีกนะจะบอกให้
วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562
อาณาจักรของปู่
พ่อเล่าว่า นามสกุลจันทร์ลา มาจากปู่ทวด "จัน"และย่าทวด "ลา" หลังสงครามโลก ปู่"ถม"กะย่า"ปัททุมมา" ย้ายพาครอบครัวหนีโรคฝีดาษจากบ้านนาแซง อ.หล่มเก่า..มาหักล้างถางพงปลูกบ้านอยู่ที่บ้านวังโป่ง.บ้านน้ำชุ่มดินดำ ติดแม่น้ำป่าสักที่อุดมสมบูรณ์ มีโรงสีข้าว ฟาร์มหมู จำได้ว่าคอกวัวปู่ทำด้วยต้นซุงเรือนแฝดขนาดใหญ่มากน่าจะปลูกกินพื้นที่หนึ่งไร่เต็มรวมคอกควายที่คล่อมไต้ถุนก็น่าจะเกือยสามไร่ ในนั้นมาฉางข้าวโพด ฉางข้าวเปลือก.ที่ท่าน้ำมีเรือกระแซงลำใหญ่เอาไว้ขนผลิตผลไปขายหากข้าวหรือข้าวโพดที่เก็บไว้ในฉางได้ราคาดี ..ยุคนั้นเราสามารถล่องเรือจากเพชรบูรณ์ไปถึงอยุธยาได้เลยมีเรือโยงขึ้นมาจากอยุธยามาขายของถึงเพชรบูรณ์บ่อย(พ่อเล่าแต่ยุคผมติดฝายแล้วหมดสิทธิขึ้นมา)..รอบ ๆ คอกวัวและแนวรั้วปลูกต้นงิ้วซึ่งตอนผมเห้ฯก็ใหญ่มากต้นเดียวนี่ได้นุ่นเป็นลำรถหกล้อได้เลย..เจ้าเหล่าต้นนุ่นนี่แหละเป็นที่มาของผ้าข้าวม้าและผ้าห่มที่นอนพับที่เก็บไว้หลายสิบอันด้วยย่าก็ทอผ้าและทำไว้เรื่อย ๆ เรือนปู่ทำได้วยไม้แดงไม้มะค่า แป้นไม้หน้ากว้างเมตรกว่าหนาหกนิ้วได้มั้งเวลาปู่เล่าเรื่อง ผี ๆ เนี่ยไม่ต้องกลัวผีที่ใต้ถุนบ้านเอามือมาแหย่เราตามร่องเลยเพราะเราจะห่อตัวนั่งในแป้นกว้าง ๆ นั้นได้ ปู่เป็นนักเล่าเรื่องตัวยงเลย..คงเพราะผจญภัยในป่ามาเยอะและผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว(แปลกที่ปู่ไม่เคยเล่าเรื่องสงครามเลย แต่ภาพปู่ในชุดทหารและสงครามมีให้เห็น).ด้วยปู่เป็นหมอทหารของกองทัพ..พอปลดประจำการก็เลยมีวิชารักษาพยาบาล..เป็นที่นับหน้าถือตา ..ฮ่า..ก็แปลกดีในวัยเด็กไม่ยักกะเห็นปู่รักษาใครด้วยวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน..เห็นแต่เอามีดหมอขับผี หางกระเบนไล่ปอบ เป่ากระหม่อมรักษาไข้...ต่างกับพ่อ..รายนั้นไม่เอาเรื่องไสยศาสตร์เลยเชียวแหละ..ขนาดย่าเล่าว่าพ่อนั้นเมื่อวัยเด็กเล่าเรื่องอดีตชาติตนเองที่เคยเกิด...ว่าเป็นคนหนองปากแฮด..บ้านป่ากลางทุ่งลานป่า..โค่นไม่ปอขี้คันคาก..แล้วทับตาย..เล่าเป็นตุเป็นตะ..พ่อบอกว่าเรื่องไร้สาระ..เด็กก็พูดไปเรื่อยเปื่อย...โตแล้วเมื่อรู้ว่าไม่จริงก็เลยไม่พูดแล้วพ่อเนี่ยนะไม่เชื่อเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณเอาเลยเชียว..บวชนานจัดบวชอยู่วัดบวรนิเวศน์เพื่อเรียนหนังสือ..จนจบครู ปม....ทบทวนความจำในวัยเด็กที่สนุกมากเลยพบว่าปู่..รวยมากกกกกกกกก..แต่ปู่้ไม่มีตังค์..มีแต่ทรัพย์ที่มั่นคงที่ได้มาด้วยความฉลาด ภูมิปัญญาและเป็นนักผจญภัย..เสียดายท่านจากไปเร็วมาก..ด้วยโรคมะเร็งกระเพาะในวัยน่าจะห้าสิบอันเป็นผลมาจากการขยันจนไม่กินข้างวกินปลาถ้าท่านอยู่ต่อตรงนั้นน่าจะเป็นอาณาจักรแห่งอดีตที่เป็นศูนย์การเรียนรู็ภูมิปัญญาท้องถิ่นเลยเชียว...เรือนไทยหลังมโราฬลูกหลานก็รื้อแปรรูปไม้ทำเป็นเรือนสมัยใหม่ไปแล้วเรือโบราณลำใหญ่ก็กลายเป็นฟืน ซากอดีตเหลือแต่ความทรงจำ..ที่ผมเอามาเล่าไว้นี่แหละ..มีโอกาสอาจจะเนรมิตรไว้เป็นอนุสรณ์ไว้เล่าเรื่อง...แต่คงใช้เงินมหาศาลเชียวนะเอ้อ..
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562
1/1/19 อีกหนึ่งก้าว
1/1/1 ก้าว
อีกหนึ่งก้าว
พ่อผมเล่าว่าผมหัดเดินเมื่ออายุสองขวบ
จากคนที่หมอบอกว่าต้องเป็นอัมพาต
เพราะไขสันหลังเสียหมดแล้วรักษาไม่หาย
แม่บอกว่าหมอที่โรงพยาบาลมโนรมย์
มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะทำให้หาย
บอกให้อุ้มไปโบสถ์..แม่บอกว่าผมไปโบสถ์
กับพี่สาวตั้งแต่ขวบกว่า..พี่บอกว่ามุดรั้ว
ข้างบ้านของเราที่นครสวรรค์ไปโบสถ์
ทุกวันอาทิตย์ ..(ผ่านไป 21 ปีแม่ถึงบอก)
สองพี่น้องกลับมาเข้าโบสถ์อีก
เมื่อผ่านไปยี่สิบปี....
พ่อผมมีความเชื่อสูงมากว่าลูกชายจะหาย
ทั้งนวดทั้งพาไปโรงพยาบาล ไปรักษา
ทำกายภาพบำบัด พาหัดเดิน
จากเริ่มกระดุกกระดิกได้(พ่อเล่า)
ยกแขนยกขาได้ จากไขสันหลังตั้งแต่คอ
เสียหายเริ่มใช้การได้..ก็เริ่มออกไปหัดเดิน
ที่สนามหน้าโรงเรียนดรุณีวิทยา
ที่พ่อเป็นครู...คนอื่นเขาเดินกันไม่ยาก
แต่การเดินของเด็กไขสันหลังอักเสบ
ตั้งแต่คอ..อัมพาต เกือบทั้งหมด
พ่อบอกว่ามันยากมาก ล้มไม่รู้กี่ล้ม
แค่คลานสี่ขายังเริ่มต้นได้อย่างยากเย็น
..ก็แค่จะบอกว่าคุณล้มไม่สำคัญหรอก
แค่ล้มทุกครั้งก็แค่ลุกขึ้นมาให้ได้..เดินต่อ
ก้าวแรกเดินได้ก้าวที่สองจะตามมา
เราอาจจะหมดปัญญาจะเดินนะ...ลุกไม่ได้
แต่ขนาดเด็กเป็นอัมพาตตั้งแต่ขวบกว่า
พระเจ้ายังเอากลับมาได้เลย..แค่เราต้องเดิน
ต้องทำส่วนของเรา.แม้เกินกำลัง.แล้วที่เหลือจะเห็น
ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในชีวิตของเราเอง
#ลุกขึ้นแล้วไปต่อเถอะ
อีกหนึ่งก้าว
พ่อผมเล่าว่าผมหัดเดินเมื่ออายุสองขวบ
จากคนที่หมอบอกว่าต้องเป็นอัมพาต
เพราะไขสันหลังเสียหมดแล้วรักษาไม่หาย
แม่บอกว่าหมอที่โรงพยาบาลมโนรมย์
มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะทำให้หาย
บอกให้อุ้มไปโบสถ์..แม่บอกว่าผมไปโบสถ์
กับพี่สาวตั้งแต่ขวบกว่า..พี่บอกว่ามุดรั้ว
ข้างบ้านของเราที่นครสวรรค์ไปโบสถ์
ทุกวันอาทิตย์ ..(ผ่านไป 21 ปีแม่ถึงบอก)
สองพี่น้องกลับมาเข้าโบสถ์อีก
เมื่อผ่านไปยี่สิบปี....
พ่อผมมีความเชื่อสูงมากว่าลูกชายจะหาย
ทั้งนวดทั้งพาไปโรงพยาบาล ไปรักษา
ทำกายภาพบำบัด พาหัดเดิน
จากเริ่มกระดุกกระดิกได้(พ่อเล่า)
ยกแขนยกขาได้ จากไขสันหลังตั้งแต่คอ
เสียหายเริ่มใช้การได้..ก็เริ่มออกไปหัดเดิน
ที่สนามหน้าโรงเรียนดรุณีวิทยา
ที่พ่อเป็นครู...คนอื่นเขาเดินกันไม่ยาก
แต่การเดินของเด็กไขสันหลังอักเสบ
ตั้งแต่คอ..อัมพาต เกือบทั้งหมด
พ่อบอกว่ามันยากมาก ล้มไม่รู้กี่ล้ม
แค่คลานสี่ขายังเริ่มต้นได้อย่างยากเย็น
..ก็แค่จะบอกว่าคุณล้มไม่สำคัญหรอก
แค่ล้มทุกครั้งก็แค่ลุกขึ้นมาให้ได้..เดินต่อ
ก้าวแรกเดินได้ก้าวที่สองจะตามมา
เราอาจจะหมดปัญญาจะเดินนะ...ลุกไม่ได้
แต่ขนาดเด็กเป็นอัมพาตตั้งแต่ขวบกว่า
พระเจ้ายังเอากลับมาได้เลย..แค่เราต้องเดิน
ต้องทำส่วนของเรา.แม้เกินกำลัง.แล้วที่เหลือจะเห็น
ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในชีวิตของเราเอง
#ลุกขึ้นแล้วไปต่อเถอะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
