วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568

พ่อเล่าว่า นามสกุลจันทร์ลา มาจากปู่ทวด "จัน"และย่าทวด "ลา" หลังสงครามโลก ปู่"ถม"กะย่า"ปัททุมมา" ย้ายพาครอบครัวหนีโรคฝีดาษจากบ้านนาแซง อ.หล่มเก่า..มาหักล้างถางพงปลูกบ้านอยู่ที่บ้านวังโป่ง.ตำบลลานบ่า อ.หล่มสัก บ้านน้ำชุ่มดินดำ ติดแม่น้ำป่าสักที่อุดมสมบูรณ์ มีโรงสีข้าว ฟาร์มหมู จำได้ว่าคอกวัวปู่ทำด้วยต้นซุงเรือนแฝดขนาดใหญ่มากน่าจะปลูกกินพื้นที่หนึ่งไร่เต็มรวมคอกควายที่คล่อมไต้ถุนก็น่าจะเกือบสามไร่ ในนั้นมีฉางข้าวโพด ฉางข้าวเปลือก.ที่ท่าน้ำมีเรือกระแซงลำใหญ่เอาไว้ขนผลิตผลไปขายหากข้าวหรือข้าวโพดที่เก็บไว้ในฉางได้ราคาดี ..ยุคนั้นเราสามารถล่องเรือจากเพชรบูรณ์ไปถึงอยุธยาได้เลยมีเรือโยงขึ้นมาจากอยุธยามาขายของถึงเพชรบูรณ์บ่อย(พ่อเล่าแต่ยุคผมติดฝายแล้วหมดสิทธิขึ้นมา)..รอบ ๆ คอกวัวและแนวรั้วปลูกต้นงิ้วซึ่งตอนผมเห้ฯก็ใหญ่มากต้นเดียวนี่ได้นุ่นเป็นลำรถหกล้อได้เลย..เจ้าเหล่าต้นนุ่นนี่แหละเป็นที่มาของหมอนผ้าห่มที่นอนพับที่เก็บไว้หลายสิบอันด้วยย่าก็ทอผ้าและทำไว้เรื่อย ๆ เรือนปู่ทำได้วยไม้แดงไม้มะค่า แป้นไม้หน้ากว้างเมตรกว่าหนาหกนิ้วได้มั้งเวลาปู่เล่าเรื่อง ผี ๆ เนี่ยไม่ต้องกลัวผีที่ใต้ถุนบ้านเอามือมาแหย่เราตามร่องเลยเพราะเราจะห่อตัวนั่งในแป้นกว้าง ๆ นั้นได้ ปู่เป็นนักเล่าเรื่องตัวยงเลย..คงเพราะผจญภัยในป่ามาเยอะและผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว(แปลกที่ปู่ไม่เคยเล่าเรื่องสงครามเลย แต่ภาพปู่ในชุดทหารและสงครามมีให้เห็น).ด้วยปู่เป็นหมอทหารของกองทัพ..พอปลดประจำการก็เลยมีวิชารักษาพยาบาล..เป็นที่นับหน้าถือตา ..ฮ่า..ก็แปลกดีในวัยเด็กไม่ยักกะเห็นปู่รักษาใครด้วยวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน..เห็นแต่เอามีดหมอขับผี หางกระเบนไล่ปอบ เป่ากระหม่อมรักษาไข้...ต่างกับพ่อ..รายนั้นไม่เอาเรื่องไสยศาสตร์เลยเชียวแหละ..ขนาดย่าเล่าว่าพ่อนั้นเมื่อวัยเด็กเล่าเรื่องอดีตชาติตนเองที่เคยเกิด...ว่าเป็นคนหนองปากแฮด..บ้านป่ากลางทุ่งลานป่า..โค่นไม่ปอขี้คันคาก..แล้วทับตาย..เล่าเป็นตุเป็นตะ..พ่อบอกว่าเรื่องไร้สาระ..เด็กก็พูดไปเรื่อยเปื่อย...โตแล้วเมื่อรู้ว่าไม่จริงก็เลยไม่พูดแล้วพ่อเนี่ยนะไม่เชื่อเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณเอาเลยเชียว..บวชนานจัดบวชอยู่วัดบวรนิเวศน์เพื่อเรียนหนังสือ..จนจบครู ปม....ทบทวนความจำในวัยเด็กที่สนุกมากเลยพบว่าปู่..รวยมากกกกกกกกก..แต่ปู่้ไม่มีตังค์..มีแต่ทรัพย์ที่มั่นคงที่ได้มาด้วยความฉลาด ภูมิปัญญาและเป็นนักผจญภัย..เสียดายท่านจากไปเร็วมาก..ด้วยโรคมะเร็งกระเพาะในวัยน่าจะห้าสิบอันเป็นผลมาจากการขยันจนไม่กินข้าวกินปลาถ้าท่านอยู่ต่อตรงนั้นน่าจะเป็นอาณาจักรแห่งอดีตที่เป็นศูนย์การเรียนรู็ภูมิปัญญาท้องถิ่นเลยเชียว...เรือนไทยหลังมโหราฬลูกหลานก็รื้อแปรรูปไม้ทำเป็นเรือนสมัยใหม่ไปแล้วเรือโบราณลำใหญ่ก็กลายเป็นฟืน ซากอดีตเหลือแต่ความทรงจำ..ที่ผมเอามาเล่าไว้นี่แหละ..มีโอกาสอาจจะเนรมิตรไว้เป็นอนุสรณ์ไว้เล่าเรื่อง...แต่คงใช้เงินมหาศาลเชียวนะเอ้อ..

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565



เห็นคลิปเครื่องยนต์สูบเดียวสัญชาติรัสเซียเครื่องนึง ทำให้ผมคิดถึงวัยเด็กอายุ 4-5 ขวบ เจ้าเครื่องนี้เป็นเครื่องโรงสีข้าวของป้าจัด/ลุงโงก พ่อผมสอบบรรจุครูติดเลยย้ายจากนครสวรรค์ มาอยู่ที่บ้านวังโป่ง ตำบลลานบ่า อ.หล่มสัก มาอยู่บ้านป้า ที่เป็นบ้านใต้ถุนสูง ชั้นล่างเป็นร้านขายของชำ ที่พอจำได้แม่น ว่าขายอะไรบ้าง ฮ่า มุนษย์คนอื่นเขาคงลืม แต่ไม่รู้นะผมถ้าเห็นอะไรอย่างนึงจึ๊ก ข้อมูลและภาพต่าง ๆ มันจะพรั่งพรูออกมา แบบชัดแจ๋วแหววเลยแหละ ปี 2509-2511 เพราะน้องชายเล็กผมเกิด 2512 ที่หนองไขว่ )เลยจำได้ว่าตอนนั้นอยู่วังโป่งแน่ .. ร้านขายของที่มีปี๊บขนมเรียงราย ถังน้ำมันก๊าดที่ขายเป็นจอก ๆ ตวงเอา น้ำตาลทรายขายเป็นช้อนโต๊ะ ขนมปลา ข้าวพอง อิ้มยิ้มรูปพริกใหญ่ ๆ ฮอล แล้วก็ลูกอมเม็ดเล็กที่เขาเรียกเม็ดดีรสโต ฮ่า..จำได้ว่าโดนพ่อหลอกเรื่อง ว่าเจ้าเครื่องวิทยุ ทรานซิสเตอร์เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงของบ้าน มันมีมนุษย์ตัวเล็ก ๆ แอบซ่อนอยู่ในกล่อง แล้วมันพูดได้ ตอนช่างมาซ่อม รื้อออกมา ต้องคอยนั่งมองว่าไอ้พวกนี้มันแอบอยู่ไหน บ้านหลังนั้นอยู่ติดแม่น้ำป่าสัก แต่พังไปแล้ว เพราะเค้าทำฝายพอฝายพังตลิ่งก็พัง จนต้องรื้อบ้านหนีแม่น้ำที่ตลิ่งพังเข้ามาเรื่อย ๆ ถัดจากบ้านก็มีโรงสีเจ้าเครื่องแบบนี้แหละ ลุงโงกสามีป้าจัดจะลงไปหมุนกว้าน ใหญ่ ๆ เพื่อให้เครื่องมันติด ลุงแกก็ปล้ำกว่าเครื่องจะติด แบบเหงื่อโชกทุกเช้า ชาวบ้านทั้งตำบลมาสีข้าว รำ แกลบ ข้าวปลายคือผลพลอยได้ นอกจากค่าสีข้าว ใครไม่มีตังค์ก็เอาข้าวสารให้แทนสตังค์ ถัดโรงสีมาทางตะวันออกเป็นครกกระเดื่อง ที่ทั้งหมู่บ้านเค้าก็มาใช้ที่นี่กันแหละ เวลาตำข้าวเพื่อทำขนมจีน หรืออะไรต่อมิอะไร เสียง โป้ง ตึก โป้งตึง ทั้งวัน ใต้ถุนบ้านมีเล้าไก่ ถัดไปเป้ฯฉางข้าวเปลือง ข้าวโพด ใต้ถุนฉาง เป้าเล้าเปิดไข่ โห ที่ไข่ขาวลานตาทุกเช้า ผมมีหน้าที่ไปเก็บไข่ แรก ๆ ก็เดินเก็บ ตอนหลังก็ขุดหลุมซะเลย ไข่เต็มหลาย ๆ หลุม เก็บง่าย ไข่เล้านี้เลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน เค้ามาซื้อจำได้ว่าไข่เป็ดเค้าขายเป็นคู่ ถัดเล้าเป็ดเป็นเล้าหมู สามสิบถึงห้าสิบตัว เวลามันร้องจะกินตอนเช้าหรือตอนเย็นนี่ อิี้ดดดดด อิ้ดดดดด พวกเราก็วิ่งเทอาหาร เสียงเจ้าอู๊ด กระซวกรำดังตั๊บ ๆ ๆ ๆ น่าสนุกมาก ป้ากะลงรวยแหละ ปล่อยเงินกู้ด้วย ตอนพ่อผมไปอยู่ก็ปล่อยกู้ด้วยแหละ เงินเดือนออกปุ๊บชาวบ้านมานั่งรอ จัดคิว ตอนยุคนั้นค่าใช้จ่ายไม่มีอะไร เงินเดือนออก ก็แทบไม่ต้องซื้อหา ทุกอย่างมีรอบ ๆ บ้าน เงินเดือนเลยปล่อยกู้ แต่เหตุที่เลิกกู้ เพราะ มีชาวบ้านเอาเกวียนมาใช้หนี้ด้วยน้ำตา พ่อกะแม่รับไม่ได้ เลิกเลิกวิถีเงินกู้ เหลือแต่ป้าแหละ พ่อเคยแอบบอกว่า ป้าเค้าเป็นผู้มีอิทธิพล โจร ขโมย คนเกเร ระรานชาวบ้านมากและเขามาฟ้องป้า คนเหล่านั้นมีสิทธิตาย เอาได้เลย เราอยู่บ้านหลังนั้นจนถึงปี 2512 มั้ง พ่อก็พาครอบครัวบรรทุกเกวียนออดแอด ออดแอด จากบ้านวังโป่ง บ้านป่า มาอยู่ในหมู่บ้าน เพราะรับราชการเป็นครู ที่ตำบลหนองไขว่ มาซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ใกล้โรงเรียน เพื่อสะดวกในการเดินทาง รวมทั้งเพื่อลูก ๆ ได้ไปเรียนได้สะดวก

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ความสุขที่ใฝ่ฝันที่สุดของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ความสุขที่ใฝ่ฝันที่สุดของแต่ละคนไม่เท่ากัน เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เด็กน้อยอายุ 8 ขวบป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ แม่เค้ามาที่คริสตจักรเพราะเหตุรำ่ลือว่า ที่โบสถ์นี้มีคนหายโรคมะเร็งแล้วหลายคน.. ตอนแม่เค้าพามา..ผมเกิดความเชื่อมากว่าหายแน่นอน ...และเป็นอีกครั้งในจำนวนสองสามหน ที่ความเชื่อแบบนี้ของผมผิดพลาด.. น้องไม่หายโรคมะเร็ง... ที่จะเล่าเพราะเมื่อคืน ภาพน้องเค้าโคจรมาในความทรงจำ ..เพื่อจะบอกเล่าว่าความสุขที่สุดของคนไม่ีเท่ากัน ..เท่าที่ไปเยี่ยมไข้และจากคำบอกเล่าของคุณแม่ปรารถนาคือ ได้นอนห้องพิเศษสักคืนนึงก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ..ห้องรวมนอนไม่หลับ..ร้อน..มีเสียงรบกวน ..อยากนอนในห้องพิเศษเงียบ ๆ ได้หลับอย่างเต็มตื่น ..ได้อยู่ีในห้องเย็น ๆ มีทีวีดู.. และคืนสุดท้ายห้องพิเศษที่คุณแม่เค้าจองไว้เกือบเดือนก็ได้รับคิว ..น้องได้ย้ายห้องไปนอนห้องที่ตนเองต้องการด้วยรอยยิ้ม ..แล้วเธอก็จากไปอย่างสงบ.. เรื่องเศร้า-v'gik..แต่นั่นเป็นเรื่องน่ายินดีสุดยอดของเธอผู้จากไป

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562

คนเรายุคนี้จ่ายราคาสูงเพื่อสร้างสิ่งที่เราไม่ได้ชอบใช้ ?

เมื่อครั้งไปพบญาติที่พิจิตรเลยถามว่า กระต๊อบแบบเดิมๆหายไปไหนหมด เพราะเท่าที่สังเกตเห็นญาติๆและเพื่อนบ้าน มักจะมากระจุกรวมตัวกันที่บ้านกระต๊อบ หลังสุดท้ายของหมู่บ้านคือบ้านลุงแกะกับป้าสอน ..นั่นหมายถึงความเป็นจริงคนท้องถิ่นนี้ ชอบอยู่อาศัยอย่างเรียบง่าย และมีความสุขกับกระต๊อบไม้ไผ่ ..แต่ความกระหายของค่านิยมสังคมยุคนี้ ผลักดันให้พวกเขาอยู่บ้านตึก ..ที่เขาไม่ชอบอยู่อาศัยเลย.. ....วัยเด็กผมวิ่งเล่นและมีความสุขกับบ้าน ในสองแบบนี้หลังใหญ่เป็นบ้านปู่ที่เพชรบูรณ์ เรือนแฝดสามหลังมีชานบ้านกว้างมากๆ บันไดสามขั้นเรือนใหญ่ด้านหลังสุดยกสูง ใต้ถุนเป็นฝูงวัวควายหลายสิบตัว ..ครัวเป็นเรือนไฟที่อุดมไปด้วยภูมิปัญญา การถนอมอาหารสารพัด ..กระติ้บข้าวใบใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็น ..เรือนหน้าเป็นเรือนทวด ..ชานส่วนหนึ่งปู่ทำหลังคาเอาไว้นั่งจักสานสารพัดงานฝีมือ ..ปู่เก่งมากเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง ..ผ่านร้อนหนาวมาสารพัด .,เป็นพรานป่า..เป็นหมอทหาร..เป็นปศุสัตว์ ..เป็นนักเดินเรือในแม่น้ำป่าสัก ..เป็นหมอธรรม(ยุคนั้นจะมีจอมขมังเวทย์ อยู่สองฝ่ายคือฝ่ายธรรมและเดียรรัจฉานวิชา). .แต่ตรงข้ามกับพ่อผมเลยพ่อไม่เชื่อเรื่องเวทย์มนตร์. .บ้านหลังนี้ต่อให้ไม่ซื้อไม่ขายอะไรกับใครสักสิบปี ก็ไม่อดตายปู่มีไร่นาเป็นร้อยไร่ ฉางข้าวเบ้อเร่อมีโรงสีด้วยแหละครับ.. ...อีกหลังเป็นกระต๊อปที่พิจิตร ..ผมชอบที่นี่มากกว่า..น้ำท่วมกว่าหกเดือนต่อปี ..เลยไม่นิยมบ้านหลังใหญ่..ทุกเรือนมีเรือพาย ..พายุพัดพังก็สร้างใหม่..น้ำท่วมมิดก็ย้ายที่ ..ปลาเยอะมาก..มีรายได้จากทุ่งน้ำทุกวัน ญาติที่นี่และคุณตาหาตังค์ได้เยอะกว่าบ้านปู่ ..แต่แปลกไม่เหลือเก็บ..คงเพราะอุดมสมบูรณ์มาก ..จับปลาได้ทุกวัน..ลุงๆป้าๆทำนาบัวตอนนั้นแพงมาก ..กระจับเอย..ผักกระเฉดเอย.. ไม่ต้องปลูกเก็บขายอย่างเดียว.. .ปิดเทอมเมื่อไหร่ผมเป็นไปขลุกที่นั่น ลงเบ็ดจับปลาเล่นเรือเล่นน้ำจนตัวดำมิดหมี เปิดเทอมค่อยกลับ..ตาผมก็เก่งอีกแบบลูกทุ่งแท้ เมาได้ทุกวันมียายหลายคน..เป็นนักแสวงโชค ที่เดินgmhkรอนแรมจากบ้านหัวนา.จ.เลย. เป็นเวลาสามเดือนจนมาถึงพิจิตร เพื่อทำงานขายแรงงานในการรถไฟ ในการตีอีเตอร์ตอกหมุดวางไม้หมอนทางรถไฟ ...แล้วก็ลงหลักปักฐานอยู่ที่พิจิตร ...ความฝันวันเรียบง่าย..บ้านในความทรงจำ ..ปู่.ตา..วีรบุรุษฮีโร่ในวัยเด็ก.. เลยฝันว่าอายุสัก..70.ปีจะหาสักที่นึง ไปใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านแบบนี้บรรยากาศแบบนี้ สักที่ใดที่หนึ่งในโลกใบนี้... คนเรายุคนี้แปลกนะสร้างบ้านสร้างบริบท สร้างสังคมแบบที่ตนไม่ชอบอยู่.. ไม่ชื่อลองใคร่ครวญดูเถิด

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ประสบการณ์หลับในขับรถครึ่งชั่วโมง 37 กม.

25 กรกฎาคม 2015 เวลา 22:39 น. ผมตกใจตื่นนอนขณะที่อยู่หลังพวงมาลัยรถ ที่กำลังวิ่งเข้าสู่สี่แยกไฟแดง..รีบเลี้ยวซ้ายจอดทันที เพื่อทบทวนว่าตนเองมาที่นี่ได้อย่างไร. .เพราะความซ่าของชีวิต.. เวลาอธิษฐานอดอาหารนาน 7 วัน ติดต่อกัน 21 มื้ออาหารร่วมกับพี่น้องจังหวัดเลย ในช่วงบุกเบิกตั้งคริสตจักรที่นั่น ..แต่ด้วยเป็นเจ้าของกิจการด้วยเลยต้องทำงานไปด้วย ..วันนั้นไปติดม่านที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ชัยนาท ..สินค้ามาไม่ครบ.. เลยต้องขับรถย้อนกลับมาเอาของที่เพชรบูรณ์ ช่วงเวลาสามทุ่มกว่าถึงกำหนดทานอาหารได้แล้ว ก็เลยแวะกินข้าวกับลูกชายที่อุตสาห์พกไปด้วย ..ด้วยประเมินว่าระหว่างอดอาหารนั้นเราอาจจะไม่ไหว ลูกชายจะได้ช่วยขับหรือช่วยเตือนเวลาหลับ.. กินข้าวเสร็จขับรถออกมาแวะลงไปฉี่.. ที่สี่แยกท่าตะโก-ไพศาลีแล้วก็มานั่งหลังพวงมาลัย ..ขับไปเพชรบูรณ์.. นั่นคือความทรงจำที่จำได้แต่หลังจากนั้น.. #ฉันหลับขับรถบนถนนที่อุดมไปด้วรถพ่วงสามสิบเจ็ดกิโล ...ลูกชายก็หลับด้วย(พกไปทำไมว้าเนี่ย) ..ขอบคุณพระเจ้าไม่ตายไม่พังไม่เจ็บ.. แต่สรรหาเหตุผลไม่ได้ว่ามันไปตรงนั้นได้อย่างไร (รู้ว่า 37 กม.เพราะตื่นมากดจีพีเอสดูว่าข้าอยู่ไหน แล้วเพชรบูรณ์มันไปทางไหนวะเนี่ย) #ขอบคุณพระเจ้าที่ยังไม่ให้ตาย และหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ที่พบว่าตนเองมีอาการง่วงหรือเพลียเมื่อไหร่ จอดรถดีกว่า ก่อนจะหลับไปนานแสนนาน งานที่ค้างไว้ยังไม่เสร็จสักรายการ

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

สะพานห้วยตอง

มุมมองนี้สะพานห้วยตองสูงและยาวเหยียดมาก สะพานข้ามเหวลึกที่แยกระหว่างภาคเหนือและภาคอิสาน มีมากมายสารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสยอง แต่ท้าทายดี เมื่อหลายสิบปีก่อน ลูกเสือสามัญ(เด็กมัธยม) จากโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม เกือบพันคน ได้เดินป่าลึกลัดเลาะลำห้วยตองเข้าไป 5 กม. ไปตั้งค่ายพักแรม ที่ริมแอ่งน้ำใหญ่ จำได้ว่ามันสวยมาก ปลาเยอะ ครูแอะ(ครูสอนดนตรี)เอาปืนแก๊ปไปด้วย ครูช่างยนต์(จำชื่อเค้าไม่ได้แล้ว)เอาระเบิดไดนาไมท์ไปด้วย ระเบิดปลาเลี้ยงลูกเสือ อ้ะ อย่าเพิ่งว่าครูเค้านะครับ ยุคนั้น ไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิด กม.มาออกทีหลัง พวกเราเล่นน้ำกันสนุกจับปลาตามโตรกหินกันจนตัวซีด เด็กนักเรียนช่วงนั้นการเข้าป่าตั้งแคมป์เพื่อฝึกการดำรงชีวิต เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ ก่อไฟเป็น หุงหาอหารเป็น สร้างที่พักกลางป่าได้ ขุดส้วม จัดการขยะ ซักเสื้อผ้า ล้างจาน การแสดงรอบกองไฟ ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ จากการเข้าไปตั้งแคมป์ในป่า ยุคนั้นก็ป่าจริงจังแหละครับ..จำได้ว่าไปกับเขาแทบทุกครั้ง แต่มีครั้งนี้แหละที่ไปแล้ว ทำให้ครั้งต่อ ๆ มาไม่ได้ไปตั้งค่ายกับโรงเรียนอีก ..ค่ายลูกเสือที่ห้วยตอง ตอนเขาไปต้องเดินลงเขาผ่านป่าไผ่ เพื่อไปที่หุบเขาสวย ๆ ใกล้ธารน้ำ ขาไปสนุกครับเดินลงเขา ขาเดี้ยงก็เดินได้ลิ่ว ป่าไผ่รวก ป่าเต็งรัง ใบไม้ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ บ้างส้ม บ้างแดง บ้างยังเหลือง นัยว่าย่านนี้เป็นป่าไม้ผลัดใบ ครูเค้าพาอ้อมสะพานห้วยตอง ไม่ลงเดินตรงนั้น คงเกรงว่าพวกเราจะกลัวผี ตามคำร่ำลือ ก็แหม ไม่รู้ว่าใครมาตายแถวนั้นบ้าง นับร้อยศพแล้วกระมัง ..ตั้งแคมป์อยู่ที่นั่นห้าวัน ...หลังคาที่ทำด้วยหญ้าสาบเสือของเตนทฺผมก็แห้งได้ที่พอดี ก็รื้อ แล้วเก็บให้เป็นที่เป็นทางตามคำสั่ง อาจารย์บรรจง จันทะสิงห์ อาจารย์เรวัฒน์ ใจชื่น ครูฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลเหล่าลูกเสือสามัญร่วมกับคณะครูอีกสิบกว่าท่าน ...อิตอนเดินกลับนี่สิครับต้องเดินตามโตรกห้วย หินทั้งน้าน ขาเดี้ยงอย่างผมก็เดินช้า..สิ มีไม้ง่ามอันนึงคอยพยุงตัว ...และบางช่วงต้องเดินขึ้นเนิน ...ผลคือเค้าไปถึงที่สะพานรอขึ้นรถแล้ว ..ผมยังไปไม่ถึง...ก็เดินเรื่อย ๆ นะไม่ได้หยุดพักแต่มันสโลว์มากกกกกก ....จนอาจารย์เรวัฒน์ท่านต้องเดินย้อนมากับลูกเสือล่ำ ๆ สองสามคน ..พอมาเจอก็บอกว่า เฮ้ พวกเราทำเสลี่ยงหามไป ...ตามวิชาลูกเสือเค้าก็เนรมิตรไม้ไผ่ทำเสี่ยงให้ผมนั่ง ..แต่ใช้ได้จริงไม่กี่เมตรหรอกครับ ..โขดหินสูงต่ำ ..ขึ้นล ง..คนจะร่วงเสลี่ยงและสุดท้ายเสลี่ยงพัง. .อาจารย์เรวัฒน์ท่านก็เลยยิ้ม ๆ แล้วนั่งลง . .บอกว่าขี่หลังครู...เดี๋ยวคนอื่นเขาจะรอนาน. .เดินรั้งท้ายเดี๋ยวเสือมาคาบไปกิน ... .วันนั้นเลยได้ขี่หลังครูฝ่ายปกครองที่ทั้งโรงเรียนกลัวเกรงกันเป็นนักเป็นหนา ..เพราะครูเรวัฒน์ ตีเจ็บมาก มือไม้เรียวรุ่นนั้นก็ครูเรวัฒน์ ใจชื่น กับครูบรรจง จันทะสิงห์ หือจำชื่อแม่นเลยแหละ สายโดน โดดเรียนโดน ผมยาวโดน ฯลฯ เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ที่หล่มสักเล่าว่า หลานครูมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ..และภรรยาครูก็มาโบสถ์แล้ว ..เสียดายครูเสียชีวิต ตั้งแต่วัยอายุสี่สิบหรือห้าสิบนี่แหละจากอุบัติเหตุ ...เป็นความจริงอย่างนึงที่ ครูดุ ๆ มักจะอยู่ในความทรงจำของนักเรียน นานแสนนาน ด้วยความขอบพระคุณ

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เมื่อต้องขับผีทางโทรศัพท์

ขณะจะเริ่มต้นสอนเรื่องการตั้งคริสตจักร ในห้องประชุมรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ดอนเจดีย์.. มีพี่น้องเดินอย่างเร็วพร้อมยื่นโทสับมาให้บอกว่า.. จารย์ผีเข้าคน.. พี่น้องโทรมาให้ขับให้หน่อย... (จึ่ยยย).. มุกนี้อีกแล้ว... ก็ต้องตั้งสติทบทวนพระสัญญา.. เอ้อ... ฝั่งนั้นรุกก่อนทันที.. "มึงเป็นใคร" อ้าว... ไม่สุภาพเว้ยเฮ้ย.. ก็ตอบไม่สุภาพ "กูเป็นคนของพระเยซูคริสต์ว่ะ.. มึงรีบไป" มึงออกไป.. ออกไป.. ในพระนามพระเยซู ไป.. ออกไป.. " บรรยากาศตอนนั้นพี่น้อง.. งง.. พากันเดินเข้าห้องประชุม.. ถอยทันที ออกไป.. ออกไป.. ออกไป.. ดุเสียงดัง อาจารย์เล็กร้องเพลงโบราณรับเลยเชียว " จงออกไปเป็นเกลือแสงสว่าง ส่องโลกให้เห็นความจริง โลกมืดมืดมิดจากบาปจะเห็น สว่าง..... " เอ้อ.. ฝั่งโน้นบอกว่า.. จารย์ มันไ​ม่ออก.. คราวนี้ผมเลยบอกว่า "ในพระนามพระเยซู.. ผีมึงหุบปาก" (ลูกา 10​.18-19​ ผีก็อยู่ใต้บังคับของท่าน) ผลคือมันเงียบแล้วถามว่าชื่ออะไร เจ้าของร่างตอบว่า" ชื่อพรค่ะ.. " อ้อมันหุบปากจริงแฮะ... คราวนี้พูดตามอาจารย์นะ " พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า" มันตอบทันทีเล้ย "กูไม่พูด" อ้าววววว.. มีเถียง "ในพระนามพระเยซู.. หุบปาก" เงียบ... แฮะ... เลยพูดต่อ พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า เสียงปลายสายก็ตอบว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า (สัญญาณการคุมสถานการณ์ ได้เริ่มปรากฎ.. ตานี้กระชับพื้นที่ ไปโหมดยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ.. ได้ล่ะ..) นำรับเชื่อ.. นำประกาศการมีชีวิตใหม่ ตัดสัมพันธ์.. แต่มันมีเถียงเป็นอีกระยะ โดยพรอักอัก.. และตะกุกตะกัก บอกว่ามันไม่ให้พูด.. เลยต้องสั่ง มึงออกไป.. (ขออภัยไม่สุภาพ แต่ผีมันไม่สุภาพกะจารย์ก่อนนี่) และให้พระคัมภีร์กับหน.แกงค์เขา เพื่อไปทำกลุ่ม.. ด้วยว่าเราตกลงกันว่า ทุกกระบวนการต้องง่ายและสอนซ้ำ ทำซ้ำได้​ เลยให้​ยน.1.12 ผู้เชื่อเป็น ลูกพระเจ้า​ ลก.10.18-19 เราได้สิทธิอำนาจ เหยียบงูร้ายและแมงป่องแม้ผีเราก็บังคับได้ 1ยน.5.18 ผู้เชื่อนั้นมารร้ายไม่แตะต้องเขา