วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วม

น้ำท่วมเป้นเรื่องที่คนในอดีตรู้จักกันมานานแต่ เท่าที่มีประสบการณ์
ความรุนแรงของสายน้ำไม่ได้ทำอันตรายกับ ชีวิตและทรัพย์สิน นัก
ก็น่าจะเป้นเพราะ เราเองก็ไม่ไปเปลี่ยนแปลงทางน้ำ ตัดต้นไม้ สร้างบ้าน
บนที่ลาดเอียง ที่จริงพื้นที่ลาดเอียง 45 องศา เค้าไม่ออกโฉนด
ก็น่าจะหมายถึง เราก็ไปครอบครองไม่ได้ นะ เออ กม.ไทยนี่
มีไว้เพื่อเลือกปฎิบัติไม่ได้มีไว้บังคับใช้ ..จึงแน่ใจว่าฝนชุกเมื่อไหร่
โอกาสดินสไลด์ก็เมื่อนั้น(ฝนตกเกินสี่ห้าวันก็ทุกที)...คนใต้โอกาสสูง
เพชรบูรณ์นี่ไม่มีอย่างนี้มาสัก 11 ปีแล้วมั้ง ...พวกเราตระหนักถึงพิษสง
ฝนตกหนักเมื่อไหร่ ขอพระเจ้าให้ตก สามวัน เว้นสักสองวัน จะอธิษฐานขอ
ไม่ให้ฝนตกก็สวนกับระบบ ฤดูกาล ครับ ตกติดต่อเมื่อไหร่ก็เรียกประชุม
อธิษฐานกันเมื่อนั้น ก็ได้ผลมา 11 ปีแล้ว (จว.อื่นลองดูบ้างนะครับ)
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อปี 2540 หรือปี 1997เพชรบูรณ์ น้ำท่วมหนัก ติดต่อกัน
สามปี เชียว น้ำป่าทะลัก คนเสียชีวิตทีละเป็นร้อย หมู่บ้านหายไปเป็นหมู่บ้าน
สถานการณ์อย่างนี้ คนจะตื่นตระหนก ยิ่งตระหนกยิ่งมีโอกาสพลาดเสียทรัพย์
และชีวิต ...เมื่อครั้งบ้านน้ำก้อใหญ่ โดนถล่ม ผมรีบเข้าไปในพื้นที่ดิ่งไปที่
บ้านพี่น้องคริสเตียน ตลอดทางที่ผ่านซากบ้านเรือน การเก็บศพผู้เสียชีวิต
กลิ่นโคลน ของเน่าเสียคลุ้งไปทั้งตำบล แต่อัศจรรย์ที่ บ้านของ คุณอุ้ย สร้อยสนธิ์
ผป.คจ.หล่มสัก แห้ง แยกอาณาบริเวณปลอดภัยอย่างเป็นได้ชัด
ปลอดภัยกันทั้งบ้าน ..ผมถามเขาว่า
"เล่าให้ฟังหน่อยว่าไหงทำได้อย่างนี้"
เค้าบอกว่า
"คืนนั้นเราก็นอนหลับปกติ พอประมาณสักตีสอง เสียงเหมือน
ฝูวช้าวป่า วิ่งผ่าภูเขาลงมายังหมู่บ้าน เสียงต้นไม้หัก เสียงกินก้อนมหึมา
กลิ้งลงเนินเขา ทุกคนในบ้านตื่นตระหนก และออกมาดูที่ระเบียงบ้าน
ตอนนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย ลงจากบ้านก็ไม่ได้เพราะน้ำเชี่ยว
และต้นไม้ ท่อนซุง ก้อนหิน พล่านไปหมด เสียงร้องอื้ออึงทั้งหมู่บ้าน
ท่ามกลางเสียงเสาบ้านหักโค่น หลังคาสังกะสี พาดลงพื้นน้ำ มีกอไผ่
กอใหญ่กอหนึ่งที่หน้าบ้านตรงร้านตัดผมของคุณอุ้ย ถูกถอนรากถอนโคน
แล้วก็กลิ้งขลูก ๆ มาขวางถนนลาดยางตรงหน้าบ้าน ซึ่งบัดนี้ถนนคือทางน้ำ
ที่เชี่ยวกราก เส้นทางที่น้ำพาเอาหิน ต้นไม้ และความหายนะลงมา
สู่หมู่บ้าน เจ้ากอไผ่นั้นล้มแล้วก็กลิ้ง ปลายกอไผ่ แหย่เข้ามาที่ใต้ถุนบ้าน
ยัดดันรถกระบะ ที่เพิ่งซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จากการตัดผมและเลี้ยงวัวฝูง
ลอยขึ้นเหนือน้ำรถพ้นน้ำ ..โคนกอไผ่ไปติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ น้ำป่าที่พุ่งตรง
จากภูเขาลงมาที่บ้านคุณอุ้ยก็ถูกกอไผ่นี้กั้นเบี่ยงไหลทะลักลงไหล่ทาง
เข้าสวนตรงด้านทิศเหนือบ้านก็เลยปลอดภัย
...ขอบคุณพระเจ้า" เค้าเล่าเรื่องด้วยความรู้สึก
ถึงพระคุณและการช่วยกู้ของพระเจ้า

สดด 91:4 พระองค์จะทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์และท่านจะลี้ภัยอยู่ใต้ปีกของพระองค์
ความสัตย์สุจริตของพระองค์เป็นโล่และเป็นดั้ง
5 ท่านจะไม่กลัวความสยดสยองในกลางคืนหรือกลัวลูกธนูที่ปลิวไปในกลางวัน
6 หรือโรคภัยที่ไล่มาในความมืดหรือโรคซึ่งทำลายในเที่ยงวัน
7 พันคนจะล้มอยู่ที่ข้างๆท่านหมื่นคนที่มือขวาของท่านแต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน
8 ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้นและเห็นการตอบแทนแก่คนอธรรม

จังหวะแห่งความตืนตระหนก ผู้เลี้ยง ศิษยาภิบาล มีผลกับขวัญกำลังใจมาก ครับ
ถ้าเราถึงตัวพี่น้องได้เร็วเท่าไหร่ พี่น้องก็พร้อมจะสู้ และกอบกู้สถานการณ์ได้ทันที
หลายครั้งที่ผมต้องเอา เจ้าขวดน้ำอัดลม(ที่บ้านขายของที่โรงเรียนจึงมีเยอะมาก)
ผูกทำเป็นแพ โดยนใส่รถกระบะ แล้วโทรเช็คเส้นทาง หรือบางทีก็โทรศัพท์ใช้ไม่ได้
ก็เอา ตร.(ในโบสถ์) ไปด้วยวิทยุขอเส้นทาง เข้าพื้นที่ (ถ้าใครเคยอ่านเรื่องที่ผมเขียน
จะรู้จักวิธีแต่งรถลุยน้ำลึก) พอไปถึงจุดที่รถเข้าไปไม่ได้ก็เอาแพขวดน้ำลง
แล้วก็ลุยลาก เสบียงและอุปกรณ์สนับสนุนไปช่วยเหลือพี่น้อง ไอ้ที่จริง
ก็แค่อาหารไม่กี่มื้อ (มีครั้งหนึ่งพี่น้องติดแหง็ก มีแต่ข้าวเปล่ากับมะละกอต้มเป็นอาหาร)
เอาคีมไปตัดสายไฟที่แช่น้ำ ตั้งระบบไฟใหม่ (ศบ.ตจว.ควรทำเป็น)
ไปยืนยิ้ม ฟังพี่น้องเล่าเรื่องตื่นเต้น ยกมืออธิษฐานเผื่อ แล้วก็กลับ
หลังจากครั้งเดียวที่เราเข้าไป ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นเขาดูแลตนเองได้แน่นอน
เพราะขนาดผมยังเข้าไปถึงตัวพี่น้องได้ แข้งดี ขาแข็งแรง หรือจะทำไม่ได้
อ้อ เจ้าเรือพลาสติคที่พี่น้อง กทม.ถวายไปให้ผมใช้กู้ภัยนั่นดีนะครับ
แต่ทำได้แค่ลากแล้วเราต้องว่ายน้ำจูงมันไป ขืนนั่งคว่ำแหงแก๋ เพราะเรือ
ไม่ได้ถูกสร้างเมื่อสำหรับน้ำเชี่ยว เคยเอาไปช่วยคนครั้งหนึ่ง แทบเอาเรือ
ทิ้งไว้ตรงนั้นเลยเชียว ตอนพายตามน้ำก็ดีหรอก แต่ ตอนขากลับพายขึ้นน้ำ
หนักยังกะลากรถสิบล้อ .... :mrgreen: ....

เล่าอดีต ทสู่กันฟังครับ เพราะบรรยากาศน้ำท่วมพามา

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โยนใจข้ามไปก่อนอย่างไรเสียตัวเราก็ต้องตามไป

ยามเข้าฤดูฝนพรำ ๆ
เด็กผู้ชายในชนบทลุ่มแม่น้ำป่าสัก
ก็จะมีกิจกรรมที่สรรสร้าง
เป็นภูมิปัญญาแสนซน
อันส่งทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ยิงนก ตกปลา ลงเบ็ดราว
ขี่ควายยิงหนังสติ๊ก
หรือครึ้มอกครึ้มใจ
ก็ยกพวกขี่หลังควายเป็นฝูง
แบ่งเป็นสองกลุ่ม
เอาดินเหนียวแบบนิ่ม ๆ
ขึ้นหลังเจ้าทุย ไอ้ตู้ อีนาง
ปั้นดินเหนียวกระสุน
พกง่ามหนังสติ๊กเป็นปืนพก
จินตนาการว่าตนเองเป็น บิลลี่ เดอะ คิดตามหนังคาวบอยที่มาฉายกลางแปลง
เมื่อครั้งหน้าหนาว ยิงใส่กันตกหลังควายหัวร้าง ข้างแตก และเมื่อเข้าฤดูฝน กิจกรรมที่ท้าทาย
และเป็นเกมที่เด็กชายใจจดใจจ่ออย่างหนึ่งคือการหาแมงคาม (ภาษาท้องถิ่น)
หรือแมงกว่าง (ภาษาเหนือ) หรือภาษาแปลก ๆ ว่าRhinceros Beetle,Unicorn Beetle , Elephant
ก็แล้วแต่จะเลือกเรียกที่ บ้านวังโป่ง ต.ลานบ่า เมื่อ 40 ปี ก่อนด้วยตัวตำบลห่างไกลจากเมือง 15 กม.
แต่ไม่ค่อยมีรถยนต์มากมายเช้าไปเที่ยว นึง ขากลับเย็นอีกเที่ยวนึง เขตพื้นที่แถวนั้นมีแต่ป่า
คลอง สวน แล้วก็แม่น้ำป่าสัก แมงกว่างแถวนั้นชุมจริง ๆแต่ก็ประหลาดอย่างหนึ่ง คือ เจ้าตัวที่ว่านี่
มักจะอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำก็เพราะว่าชาวบ้านแถวนั้น มักจะสร้างบ้านและที่พักพิงอยู่อีกฟากหนึ่ง
และมีสวนอยู่อีกฟากหนึ่ง สะพานหรอครับไม่ต้องพูดถึง สร้างปีนี้ ปีหน้าพัง ขอรับ
พิษสงความเชี่ยวกรากของแม่น้ำสายนี้ยังคงสร้างผลงานอยู่จนทุกวันนี้    แค่น้ำก็สุด ๆ แล้ว
ไหนจะหอบเอาต้นไม้ ต้นซุงพุ่งตามมาอีกจนแล้วจนรอดยุคนั้นไม่มีสะพาน เมื่อไม่มีสะพาน
 เวลาเด็ก ๆ ผู้ชายที่เขาจะไปจับแมงกว่าง ต้องเป็นคนที่มีสิทธิพิเศษ แข็งแรงเป็นพิเศษ
คือต้องว่ายน้ำเก่งเป็นพิเศษย้ำนะครับต้องเก่ง แข็งแรง ล่ำปึ๊ก เพราะฤดูแมงกว่างคือฤดูน้ำหลาก
เมื่อน้ำหลากแล้วยิ่งต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำป่าสักที่ปริ่มตลิ่ง ไปอีกฝั่งหนึ่ง
ล้วนสำแดงความเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” ของแก๊งค์แสนซนคน ต.ลานบ่า
เท่ซะ ..... เท่ที่เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ข้ามไปได้ เท่ห์อันดับสอง
คือ แมงกว่างของเขาจะตัวใหญ่แข็งแรง เก่ง ชนะของเด็กทุกคน อันนี้ก็เท่ห์
มีเด็กชายคนหนึ่ง อายุ 8 ขวบ เป็นลูกข้าชการครู ตัวเล็กกว่าใครเขา
บ้านอยู่ติดริมแม่น้ำป่าสักด้านชิดหัวฝายกั้นน้ำ วันแล้ววันเล่าที่ตื่นมาแต่เช้าตรู่
มายืนดูเด็กชายที่แข็งแรง คนแล้วคนเล่ากระโดดต้นมะเดื่อ โครม โครม
ลงน้ำข้ามไปยัง ดงสีหวดฟากแม่น้ำฝั่งโน้นแล้วกลับมาด้วยแมงกว่างตัวใหญ่
เต็มพกผ้าข้าวม้าที่คาดเอวทีละคน ๆ วันแล้ววันเล่าสมองน้อย ๆ เริ่มคิดคำนวน
ว่า ทำไมตนเองทำไม่ได้อย่างเขาพ่อก็เคยข้ามไปเอามาให้
ครั้งสองครั้งแล้วในปีนี้ แต่แมงกว่างตัวน้อยที่เลี้ยงบนล้ำอ้อยอันแขวนอยู่ใต้ชายคา 4-5 ตัว
ก็ไม่เก่งกาจพอจะไปต่อสู้โอ้อวดกับเพื่อนฝูงได้ครั้นจะตัดสินใจว่ายน้ำข้ามไปฝั่งนู้น
ก็หันกลับมามองตนเองว่าเป็นเด็กชายรูปร่างเล็ก ๆ อ่อนแอ ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง
อีกทั้งยังจำพิษสงของการจมน้ำเมื่อเดือนเมษายน ที่ท่าน้ำบ้านลุงคำ
ที่แม้ตอนนั้นเป็นฤดูแล้งแท้ ๆ ยังเจอกระแสน้ำวนผลักไปสู่เวิ้งใต้ต้นมะเดือ
จนหมดแรงจมน้ำเกือบเสียชีวิตยังจดจำความทรมานจากการสำลักน้ำ
และการขาดอากาศหายใจได้เป็นอย่างดี...แต่ด้วยใจที่ข้ามไปฟากแม่น้ำฝั่งโน้นแล้ว
ความกระหายอยากได้แมงกว่างที่เก่ง ๆ ตัวใหญ่ปีกอันดำขลับ เสียงร้องอันเชิญชวนของแมงกว่าง
รอยเล็บอันแข็งแรงและการท้าทายของเกมชนแมงกว่างท้าทาย เชิญชวนให้เกิดการแสวงหา
แมลงนักสู้ประเภทนี้มาไว้ในค่ายนักสู้ประจำท่อนอ้อยชายคาบ้านตนเอง
จนตอนบ่ายวันหนึ่ง เด็กน้อยเดินเลาะขึ้นเหนือน้ำท่ามกลางสายลมเย็น ๆ ของฤดูฝน
สายตาจับจ้องระหว่างสายน้ำและดงสีหวดที่อยู่ของแมงกว่างอย่างไม่ลดละ
ข้างหน้าคืออุปสรรคที่ใครต่อใครห้ามปรามว่า

“อย่าข้าม หนูข้ามไม่ได้หรอก เราไม่เหมือนคนอื่นนะ
อยากได้เดี๋ยวให้พี่เขาเอามาให้”

บ้างหละ

“ให้พ่อกลับจากโรงเรียนก่อนเดี๋ยวพ่อข้ามไปเอามาให้”

บ้างหละ

“เอ แล้วทำไม ชีวิตเราต้องยึดอยู่ที่คนอื่น เด็กน้อยคิด ...”

“ทำไม ต้องให้คนมาบอกเราเสมอว่า อะไร ๆ ก็ทำไม่ได้ “

ยิ่งย้อนภาพเห็นแมงกว่างที่เหล่า
พี่ ๆ หรือคุณพ่อเอามาให้ ก็ล้วนเป็นแมงกว่างตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า

“ไอ้จิ ไอ้โค้งน้อย "

ไม่ใช่แมงกว่างนักสู่อย่างที่เขาเรียกว่า

“ไอ้กระทิง” “ไอ้ดำ” “ ไอ้หน้าบาก”

อันสำแดงถึงลักษณะแมลงนักสู้ยามให้ไอ้จิ ไอ้โค้งน้อย ขึ้นสังเวียนก็เป็นที่น่าอับอายขายหน้า
สมองที่คิดไปเรื่อย ๆ สายตาที่มองไปยังฟากน้ำพลันก็เห็นท่อนไม้ที่ลอยมาจากหมู่บ้านต้นน้ำ
มุ่งจากกลางลำน้ำลอยผ่านมาใกล้ตลิ่งแล้วก็วนออกไปเรื่อยๆ สู่กลางลำน้ำและเป็นที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ที่ท่อนไม้ท่อนนั้นไหลข้ามไปยังฝั่งแม่น้ำด้านดงสีหวดท่อนไม้แล้ว กอไม้เล่า ที่ไหลมาวันนั้น
จะวนมาที่ฝั่งนี้ก่อนเพราะเป็นหัวคุ้งน้ำแล้วก็จะไหลข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งตามธรรมชาติของกระแสน้ำ
เด็กน้อยเริ่มทดสอบโดยโยนท่อนไม้ลงไปแม่น้ำข้างหน้า ท่อนไม้จากมือก็ไหลไปกลางน้ำ
และรี่ไปสู่อีกฟากหนึ่งโยนไปอีกท่อนนึง ก็เกิดอาการเดียวกันคือท่อนไม้ที่โยนลงตรงนี้
จะไหลข้ามไปฝั่งดงสีหวดและแล้ว ยุทธการพิชิตแมงกว่างเริ่มต้นขึ้นเด็กชายเปลี่ยนเสื้อผ้า
กระโดดลงแม่น้ำ ณ จุดนั้นประคองตนเองไม่ให้จมน้ำปล่อยให้กระแสน้ำพัดไปอีกฝั่งหนึ่ง
และแล้วความสำเร็จของการข้ามลำน้ำครั้งแรกก็มาถึงเฉกเช่นเดียวกันในยามว่ายกลับมา
เด็กชายก็ทำเช่นเดิมคือ เดินไปหัวคุ้งน้ำแล้วกระโดดลงปล่อยตัวเองตามกระแส
ข้ามมาอีกฟากหนึ่งครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ในใจประกาศก้องว่า

“น้ำป่าสักเอ๋ยฉันพิชิตแกแล้ว”

และจากนั้นเป็นต้นมา แมงกว่างตัวที่ดีที่สุดของหมู่บ้านอยู่ในมือเด็กชายผู้พิชิต
ด้วยทุกเช้ามืดก่อน ใคร ๆ จะตื่นทันผู้พิชิตลำน้ำจะกระโดดไปก่อนใคร ๆ
และแมงกว่างตัวที่ดีที่สุดของดงสีหวดก็จะเป็นของเขาเจ้าดำใหญ่ที่แขวนใต้ชายคาบ้าน
คือเจ้าแห่งแมงกว่าง แชมป์ประจำตำบล ที่ทั้งตำบลไม่มีใครเคยชนะมันเลย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เด็กชายบอกตนเองอยู่เสมอว่า

"ใครก็ตามทำสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ได้ ฉันก็จะต้องทำได้"

ในวัตถุประสงค์เดียวกับที่คนนั้น ๆ ทำได้แม้วิธีการจะแตกต่างกัน นั่นขอเพียงฉันจะโยนใจของฉัน
ข้ามลำน้ำนั้นไปสู่ฟากฝั่งแห่งความตั้งใจ ทุกอุปสรรคที่กั้นขวาง
ไม่มีอุปสรรคใดที่มันไม่มีทางข้าม การมองอย่างจดจ่อและเรียนรู้
จะพบว่าพระเจ้าทรงซ่อนวิธีการของพระองค์ไว้ในอุปสรรคนั้น
และพระองค์จะทรงสำแดงวิธีการที่ทรงซ่อนไว้นั้นให้กับคนที่พร้อมจะเรียนรู้จากมัน

ใจที่มันข้ามไปอยู่อีกฝั่งแห่งนิมิตนั้นแล้ว  อย่างไรเสียเราจะต้องหาวิธีข้ามไปตามหัวใจของเราวางไว้

ยรม 33:3 จงทูลเราและเราจะตอบเจ้าและจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า