วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

มงกุฎแห่งความสัตย์ซื่อ

 เมื่อสักสองสามวันมานี้ (เขียนเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๐๑๑)ได้รับโทรศัพท์
ให้แปลนิมิตจาก ผู้รับใช้ ท่านนึงซึ่งไม่มีการเผยนิมิตจจากท่านมานานพอสมควร
ก็ก่อนหน้า ที่การเผยพระวจนะจะกลับมายังพี่เค้าอีกครั้งหนึ่งก็มีการเผย
เรื่องพระเจ้าสำแดงว่า พระองค์จะให้ผลที่เคยเกิดกลับมายังชีวิตพี่เค้าอีกครั้ง
ก็มาตามนั้นนะครับ เป็นเรื่องที่ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า เดิมพี่เค้าธรรมดามาก
แต่พระเจ้าทรงตั้งให้อาจารย์ท่านนี้เป็นผู้เผยพระวจนะประจำ Movement ท้องถิ่น
โดยมีถ้อยคำว่า "ให้เจ้าประจำอยู่บนหอคอยแห่งการอธิษฐาน รับการสื่อสารจากเรา
และแจ้งเรื่องที่เราบอกนั้นกับผู้นำชุมชนของเจ้าเพื่อเขาจะทราบว่า จะต้องทำอย่างไร"
และนับตั้งแต่ถ้อยคำนั้นมาถึง เมื่อสัก ๒ ปีก่อน เวลาอาจารย์เค้าได้รับถ้อยคำ
ตัวเค้าเองมักจะไม่ค่อยรู้ความหมาย แต่เมื่อโทรมาถามผม วิญญาณแห่งพระเจ้า
จะไหลมายังจิตใจและให้ถ้อยคำแปลนิมิตเพื่อผมจะทราบแทบ ๑๐๐%
เมื่อวันสองวันนี้เช่นเดียวกัน อาจารย์และ ศบ.พิจิตร เห็นนิมิตประตูเหล็กบานใหญ่
สนิมเขลอะ สภาพที่ไม่ได้เปิดมานานมาก ..พี่น้องพิจิตรแปลความหมายกันต่าง ๆ นานา
จนโทรมาถามผม เช่นเคย และเมื่อถูกถามก็ต้องสงบนิ่งแล้วค่อย ๆ ไตร่ตรอง
ถ้อยคำแห่งความรู้ได้ให้ถ้อยคำกลับไปว่า "จงย่างเท้าเดินรอบเมือง
แล้วประตูโบราณเมืองพิจิตรที่ปิดอยู่จะเปิดออก เพื่อทุกถิ่นที่เท้าของคนของพระเจ้า
ย่างเท้าเหยียบไป จะถูกจับจองเป็นอาณาบริเวณที่คนเหล่าจะเป็นเจ้าของ"
พี่เค้าทำเลยนะครับเดินอธิษฐานวันแรก ๗ กม.แล้วก็ออกประกาศมีคนรับเชื่อทุกวัน
วันสองคนสามคน (ประกาศคนเดียว) ผลมาทันที พวกเรากำลังรอดูการฟื้นฟู
แต่เท้าพี่เค้านี้พอง เป็นแถบเชียว น่ากลัวคงถอดรองเท้าเดินด้วยซะกระมัง
เพราะตอนนั้นผมบอกว่า จะให้ขลังต้องแบบโมเสส และยาโคป คือ ถอดรองเท้า

เล่าเรื่องใหม่ล่าสุดแล้ว คราวนี้มาอ่านบันทึกเก่าที่เอาลงไว้ใน Biblediscuss.com ไว้นานแล้ว
มีข้อความดังต่อไปนี้นะครับ

มีผู้รับใช้พระเจ้าท่านหนึ่ง ซึ่งตามจริงท่านไม่ได้อยู่ในแผนการณ์ในใจผมเท่าไหร่ตั้งแต่เริ่มงาน
แต่ด้วยจากความสัตย์ซื่อของท่านและประกอบกับอดีตผู้นำเดิมที่อำเภอนั้นเสียสิทธิบุตรหัวปี
วันที่ตัดสินใจเลือกและแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่ง ศิษยาภิบาลที่อำเภอ
วันที่พระเจ้าสำแดงการทรงเลือกเท้าความไปเริ่มแรกกก่อนแล้วกัน คือ
เช้าตรู่วันหนึ่งพี่เค้าถอิกระดาษวาดตัวหนังสือโย้เย้มาให้ดูแล้วบอกว่า
“อาจารย์ค่ะเมื่อเช้าตอน ตี 4 พี่เฝ้าเดี่ยว เห็นนิมิตว่าพระเจ้าทรง
ใช้ปากกาอันใหญ่มโหราฬจุ่มลงทะเล แล้วเขียนอักษร
บนแผ่นดิน อักษรตัวแรกเริ่มต้นขึ้น พี่มองไม่ออกเพราะน่าจะเป็นตัวอักษรอังกฤษ
(พี่เค้าจบ ป.3 แต่พอดีป่วยหนักเลยไม่ได้เรียนเลย อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ )
จึงบอกพระเจ้าว่า พระองค์เจ้าค่ะ ขอทรงโปรดอภัยข้าพระองค์ขอทรงเขียนใหม่อีกครั้ง
แล้วพี่เค้าก็เอากระดาษมาวาดตาม อักษรตัวแรก เป็น เลขศูนย์ครึ่งหนึ่ง แล้วพี่เค้าก็วาดไว้
เอาหละ เลขศูนย์ครึ่งหนึ่ง C แล้วก็อักษรตัวต่อไป
ตัว ร เรือ กลับหัว วาดอกมาเป็น r
แล้วก็เลขศูนย์เต็ม ๆ ตัว o
ตัวต่อไปเปน พ พาน ไม่มีหัว w
แล้วสุดท้ายคือ ท ทหารไม่มีหัวอีกตัวหนึ่ง n
ปะติด ปะต่อ กันเป็น Crown”
รู้แล้วพระเจ้าพูดกับผมแน่เลย ไม่ได้พูดเพียงกับพี่เค้าแล้วแต่ใช้พี่เค้าเป็นกระบอกเสียง
เพื่อนำการกลับใจเรื่องทัศนะการแต่งตั้งในตัวพี่คนนี้
เพราะผมเองยามเลือกและแต่งตั้งคนออกไปดูแล คน.
มักจะมองที่ความรู้ความสามารถ การยอมรับเป็นน้ำหนักแรก ๆ
แต่นี่พี่เค้า จบ ป.3 เป็นคนเข็นขายไอศครีมในตลาด ดูแลฐานภูมิศาสตร์
พูดก็เด๋อ ๆ ด๋า ๆ แต่งตัวแบบชาวบ้าน ๆ มักมาเป็นพยานเรื่อยว่า
เอ ทำไมพี่จึงถูกเขาไล่ออกจากบ้านเวลาไป
ประกาศบ่อย ๆ ที อาจารย์และพี่น้องคนอื่น ๆ จึงไม่โดนนะ
โถ พี่น้องลองหลับตานึกนะครับ พี่เค้าตอนนั้นอายุ 45 ปีแต่ทำตัว 55 ปี
ใส่กางเกงสีน้ำตาลหรือโทนสีนี้ เสื้อสี เทา ๆ บ้าง ขาว ๆ บ้าง คือสมถะสุด ๆ
ผมเผ้าก็ยุ่ง ๆ คือยุ่งเพราะขับมอเตอร์ไซด์ รุ่น 20 ปี ที่แล้ว เข้าบ้านใครก็คิดเอาเองเถอะ
โดนประจำ ทำให้ผมมองไม่เห็นว่าจะใช้พี่เค้านำคริสตจักรได้ แต่พระเจ้าทรงเห็นลึกกว่านั้น
พอวันที่สองต่อจากนิมิตแรกที่ผมก็ งง ๆ กับการเผยพระวจนะแรก
เช้าตรู่อีกวันพระวจนะที่สองมาอีก พี่เค้าก็บอกอีกว่า
“พระเจ้าตรัสตอนเฝ้าเดี๋ยวเป็นพระสุรเสียง ที่ออกเสียงดังนี้นะอาจารย์ ฮอ แนท ตี้
พระเจ้าพูดกับพี่แล้ว พี่ก็ขอให้พระองค์อกเสียงอีกเพื่อพี่จะออกเสียงตาม
จนใกล้เคียงที่สุด ฮอ แนท ตี้ คือแม้ออกเสียงไม่ชัดแต่เสียงข้างในผมขานรับ
คือ Honesty รวมเบ็ดเสร็จสองวันได้ Crown และ Honesty
อีกอาทิตย์นึงต่อมาผมจึงตัดสินใจส่งพี่น้องท่านนี้ไปอยู่ที่อำเภอหนึ่ง
ที่สมาชิกและทีมงานประกอบด้วย ครู พยาบาล นักธุรกิจ
อัศจรรย์พระเจ้าเลือกคน ป.3 ไปดูแล้วคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนคุณภาพของสังคม
ปัจจุบันท่านเกิดผลดีครับสมาชิกให้ความเคารพ สังคมยอมรับ
พี่เค้าถูกเลือกเป็นกรรมการศึกษาของโรงเรียนที่อำเภอนั้นด้วย พระเจ้าใช้ท่านมากขึ้น
เรื่องคุณภาพทางการศึกษาท่านก็เป็น นักศึกา กศน.ของคริสตจักรด้วย(คจ.เปิดศูนย์ กศน.)
และเทอมหน้าก็เข้าหลักสูตร ป.ตรี ของ มศธ.แล้วครับ
อย่างนี้ไม่ใช่เพื่อให้เราวิเศาวิโสกว่าคนอื่นแต่เพื่อพระเจ้าจะใช้เราให้พี่น้องและสังคมได้รับพร
จากประสิทธิภาพชีวิตของคนของพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น
คนคุณภาพอยู่ที่ความสัตย์ซื่อในหัวใจ ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ที่มนุษย์มองเห็น
หากยอมให้พระองค์ใช้และสัตย์ซื่อจนเป็นมงกุฎงาม
พระองค์ทรงสามารถสร้างสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตทุกท่านได้

ขอให้ Crown Of Honesty อยู่ในชีวิตทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

อาจารย์ช่วยเอาไปชนให้หน่อย

เมื่อปลายเดือนกันยายน 2002 ไปประชุม TMC ที่กรุงเทพ
ขาไปได้ผ่านบริเวณหนึ่งคือหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.เลยลำนารายณ์
นึกถึงเมื่อครั้งดูแลอำเภอหล่มสักประมาณปี 2000
ผมพาทีมงาน 12 คน เดินทางไปประชุม BC ตามปกติ
คริสตจักรมีรถของพี่น้องเรียงรายมาให้ใช้ตลอดรถเก๋งบ้าง
รถกระบะบ้าง เก่าบ้างใหม่บ้างแล้วแต่รถใครจะจัดมา
คริสตจักรที่ผมรับใช้ทุกแห่งไม่เคยขาดยานพาหนะที่เหมาะสม
“ฟป.4.19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัด
ที่พวกท่านขาดอยู่นั้นจากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์”
และก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ วันนั้นผมได้รถจากเต็นท์รถมือสองของทีมงาน
( ปัจจุบันเป็นศบ.ความหวังหล่มสัก ) ซื้อมา 3 วันราคา 185,000 บาท
เจ้าของยังไม่เคยใช้เลยเอามาให้ ศบ.เจิมด้วยการพาพี่น้องไป BC
และ ศบ.ก็เจิมจริง ๆ ซะด้วย บริเวณปั๊ม ปตท.ลำนารายณ์
ที่กล่าวข้างต้นเป็นช่วงถนนทำใหม่
สะพานขาดเป็นช่วงๆ แต่ถนน 4 เลน สร้างเกือบหมดแล้ว
เหลือแต่สะพานถนนโล่งมากเลยเพราะเป็นสี่เลน
เราแวะเข้าปั๊ม ปตท.เพื่อเข้าห้องน้ำ
เมื่อ ออกรถก็เลี้ยวซ้ายออกมาเลย ขับเพลินแซงรถพี่น้องความหวังชัยภูมิขึ้นมา
ตามประสาคนขับรถไม่ช้า ความเร็วประมาณออกสตาร์ท 100 กม.ต่อชม.
แต่ปกติไปเร็วกว่านี้ ขับได้สักพักเห็นป้ายว่าถนนปิด เห็นป้ายปุ๊บชนป้ายปั๊บ
ป้ายกระเด็นไปคนละทางอีก 10 เมตร
เจอท่อคอนกรีตที่ยกมาขวางสะพานที่ขาด เบรคไม่อยู่แล้วครับ 100 กม.ต่อ ชม.
20 เมตรยังไงก็ไม่อยู่หลบก็ไม่ได้เพราะรู้ฤทธิ์เดชโตโยต้าไมตี้เอ๊กซ์ว่าหลบแล้วเบรค
รถรุ่นนี้หมุนแน่นอน ประสบการณ์คุมไม่อยู่เคยหมุนมาแล้วที่ อ.วังทอง
ไม่หลบอันตราย มีพี่น้อง 12 ท่านที่เป็นทีมดาวิดอยู่ที่รถโบสถ์เศร้าแน่ถ้าเกิดอะไรขึ้น
ตัดสินใจพุ่งเข้าชนอย่างเดียวครับ เท้ากระทืบ เบรคครั้งที่ 1 เบรค ครั้งที่ 2 เบรคครั้งที่ 3
( เบรค ย้ำ ๆ ๆ คือถ้ารถไม่มี ABS ต้องย้ำเบรคอย่างนี้เพื่อป้องกันล้อล็อค อันตราย )
เสียงล้อรถกระบะครูดกับถนนด้วยแรงเบรค "เอี๊ยด เอี๊ยด ดดดดด โครม"
คือผมย้ำเรคได้ประมาณ สองครั้งเพราะกระชั้นชิดมาก
แล้วหักพวงมาลัยเอาล้อหน้าด้านขวาเข้าชน
โครม แล้วปิดกุญแจดับเครื่อง
ลงมาเช็คพี่น้องหลังรถว่ามีใครร่วงใครหล่น
"ใครเจ็บใครเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า" นั่นคือคำแรกที่ผมเดินอ้อมมาถามที่หลังรถ
แล้วเดินกลับมาเดินมาเช็คที่หน้าเก๋งดูว่าใครหัวใจวายหรือเปล่าเจ็บหรือเปล่า ...
ที่รีบไปข้างหลังเพราะข้างหน้ารู้แล้วว่าปลอดภัยตั้งแต่รถหยุดแล้ว
แต่ข้างหลังเป็นกระบะอันตรายกว่ามาก ขอบคุณพระเจ้าไม่มีใครเป็นอะไร
และก็ขอบคุณพระเจ้าที่อีกไม่ถึง 5 เมตรก็ตกสะพานที่เขาทุบขาดออกจากกันแล้ว.....

"คราวนี้เอาไงกันดี" พี่น้องน้องถามเพราะเค้าคิดว่าผมคงกลับหล่มสักเพราะรถพังแล้ว
แต่ตรงกันข้ามสิ่งทีี่พี่น้องคิด ผมกลับบอกว่า
"ไปประชุมให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะปัญหาพยายามหยุดเรา
อย่าสร้างนิสัยให้ปัญหาหยุดความตั้งใจของเราไม่ว่าเหตุผลใด ๆ "

ผมฝากพี่น้อง 10 คนขึ้นรถพี่น้องชัยภูมิล่วงหน้าไปก่อน
แล้วบอกว่า
“ไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้เช้าอาจารย์จะตามไป” ....
ให้พี่น้องเอารถลากไปเข้าอู่
ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ แล้วซ่อมทั้งคืนบอกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมจะต้องไปประชุม
เพราะครั้งนี้สำคัญอย่างมาก สำคัญเพราะมีนิสัยไม่ยอมแพ้อะไรที่มาขัดขวางความตั้งใจ
ช่างก็ลงมือซ่อมให้ทั้งคืนเพื่อจะเอารถไปกรุงเทพให้ได้
แต่ ช่างบอกว่า
“ไม่น่าไปนะครับเพราะรถไม่สมบูรณ์กลับเพชรบูรณ์ใกล้กว่า ค่อย ๆ ไป รถน้อยกว่า”
เพราะถ้าขับไปก็ต้องขับกลับอีกบรรทุกคนมาอีก
( ตอนกลับผมให้พี่น้องนั่งรถเมล์กลับ )
แต่เมื่อผมยืนช่างก็ตอบสนองทั้งคืน ช่างทำไปแล้วก็บอกให้ผมไปนอนพัก
นอนอย่างไรก็ไม่หลับ เป็นห่วงความรู้สึกเจ้าของรถ
กลัวเสียความมั่นนใจในพระเจ้าว่ายอมเสียสละรถเพื่องานพระเจ้ามาตลอด
ตามจริงเป็นพี่น้องท่านนี้เป็นคนรักและถนอมรถไม่ให้ใครใช้เลย
นอกจากอาจารย์ แต่วันนี้รถซื้อมา 3 วันพังแล้ว
รถที่พังเมื่อไปซ่อมแล้วนำมาขายก็จะมีตำหนิขายไม่ค่อยได้กำไร
ไม่ค่อยสบายใจเพราะปกติจะเป็นคนขับรถไม่พลาด
ทางปิดก็ไม่น่าซุ่มซ่ามขับพรวดพราดเข้าไป
เมื่อนอนไม่หลับก็อธิษฐาน อธิษฐาน
มี เสียงตรัสอย่างชัดเจนด้วยพระสุรเสียงคุ้นเคย มั่นใจ และอบอุ่น
จำได้แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ว่า .....
“ธุระของเจ้าเรารับผิดชอบ....” ( เพราะผมรับผิดชอบธุระที่พระเจ้าใช้ให้ทำ )
ผมนอนหลับไปเลย เช้าช่างก็ทำรถเสร็จช่าง 3 คน ทำงานทั้งคืน
เขียนบิลค่าแรงมาเก็บค่าซ่อมเป็นบิลค่าแรงที่อัศจรรย์ 300 บาท คนละหนึ่งร้อย
พระเจ้าจัดเตรียมช่างฝีมือดีและมีน้ำใจจริง ๆ ช่างบอกว่า
“คุณ ขับรถชนรถพังแถมเป็นรถคนอื่น...แค่นี้ก็เสียใจแย่
แล้วผมจะไปซ้ำเติมคุณก็ กระไรอยู่เอาเป็นว่าช่วยเหลือก็แล้วกัน.
... 300 บาทนี่ก็เอาเป็นค่าชา กาแฟ กระทิงแดงลูกน้อง...”
อย่างนี้ก็มีนะครับ .... มาถึง โฮป พี่น้องที่ส่วน S2
ถวายช่วยมาประมาณ 5,000 บาทช่วยค่าซ่อม
พี่น้องที่คริสตจักรช่วยอีก 8,000 บาท เอากลับไปเข้าอู่ที่หล่มเก่า
ขณะที่รถอยู่ที่อู่ซ่อมพี่น้องก็พูดกันตามประสามนุษย์ว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมก็ยิ้มแล้วก็บอกว่า
“เดี๋ยววันอาทิตย์จะเล่าให้ฟังอย่างชัดเจนว่าเกิดอะไร”
พอวันอาทิตย์ในคำเทศนาด้วยความเชื่อ ความมั่นใจในพระเจ้าผมบอกพี่น้องว่า
ที่รถชนไม่ใช่สาเหตุใดอื่นอย่าสงสัยเลย เหตุผลคือ
“อาจารย์ซุ่มซ่ามเอง...”
แต่เรื่องนี้เป็นธุระพระเจ้าที่จะอวยพระพรให้รถของพี่น้องที่ยอมเสียสละ
เพื่อพระราชกิจพระเจ้าให้รถคันนี้ขายได้ราคาแพงที่สุด
และเร็วที่สุดในบรรดารถทุกคันตั้งแต่พี่น้องของเราท่านนี้ขายรถมือสองมา
อัศจรรย์พระเจ้ารับรองคำพูดคนของพระองค์
อีก 3 วันรถเสร็จออกมาจากอู่โดยความเป็นจริง
รถทุกคันจะจอดขายรอราคากว่า 2 อาทิตย์
ขายกำไรเฉลี่ยคันนึงประมาณ 20,000 บาท
แต่เพราะเราพูดไว้อย่างนั้นพี่น้องก็เลยตั้งราคาสูงเลยคือซื้อมา 185,000 บาท
ตั้งขาย 230,000 บาท กำไร 45,000 บาท ถ้าขายได้ตามนี้
และพระเจ้าก็ทำอัศจรรย์อย่างนั้นจริง ๆ คน อ.ด่านซ้าย
มาขอซื้อแบบไม่ต่อรองสักคำเดียว
เหตุผลเดียวคือชอบมาก ๆ จอด 3 วัน ขายได้กำไร 45,000 บาท
ค่าซ่อม 13,000 บาท พี่น้องช่วยกันถวายอยู่แล้ว ...
เป็นตามนั้นจริง ๆ พี่น้องหล่มสักจำคำพูดผมได้
ทีมงานท่านนี้ก็ซื้อรถมือสองมาขายเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ราคาและขายเร็วเท่าคันนั้นเลย
มีบางคันอยู่นานมากขายไม่ได้สักทีก็เลยเอากุญแจมาให้ผมแล้วบอกว่า
“อาจารย์ช่วยเอาไปชนให้หน่อยจะได้ขายเร็ว ๆ กำไรเยอะๆ “
โถใครจะไปเสี่ยงอีกหละครับคันเดียวพอแล้ว....
แต่ตอนนี้ทีมงานท่านนั้นเลิกขายรถแล้วครับเพราะเป็นศิษยาภิบาลไม่มีเวลาไปขายแล้ว
ดูแลคริสตจักร 3 คริสตจักร( ศบ.หน.โซน ) เฉพาะที่หล่มสักมีพี่น้องกว่า 150 คน
มาเฉลี่ย 120 คนต่อสัปดาห์ ไม่แน่นะครับก็เพราะรถชนนั่นแหละจึงถวายตัว
ใครไม่ถวายตัวลองใช้วิธีเอารถของพี่น้องท่านนั้นไปชนดูก็ได้เผื่อได้ผล
..ล้อเล่นหนะครับอย่าเลย....เครียด....

อาจ้านผมว่ายน้ำไม่เป็น

 ............เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่เป็นเสมือนกระทะใบใหญ่ ๆ ใบหนึ่ง
สภาพที่ภูเขาล้อมรอบทุกด้าน ตรงกลางคือระหว่างเพชรบูรณ์ หล่มสัก หล่มเก่า
เป็นก้นกระทะ และเมื่อถึงฤดูฝน ทุกปีก็ต้องมีน้ำท่วมทุกปี
ไม่ท่วมน้อยก็ท่วมใหญ่แต่ระยะหลัง ท่วมใหญ่เป็นส่วนมากเพราะป่าไม่ค่อยมีซับน้ำ
ฝนตกลงมาก็ละลิ่วจากขุนเขาลงสู่ก้นอ่างคือเมืองเพชรบูรณ์ หล่มสัก หล่มเก่า
เหตุการณ์บ้านน้ำก้อคงเป็นเหตุการณ์ที่ชาวไทยทั้งประเทศจดจำได้ดี
มีปีหนึ่ง เกิดฝนตกหนักมากเพราะพายุโซนร้อน หวู่คงถล่มประเทศไทย
เขื่อนทุกเขื่อนรอบเมืองหล่มสัก ประกาศเปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันเขื่อนพัง
น้ำทะลักเข้าเมือง ทุกจุดของเมืองก็เก็บข้างของหนีน้ำกันจ้าระหวั่น
เด็ก ๆ  ตื่นเต้นมากเพราะได้เล่นน้ำ ไม่ได้กลัวอะไรเพราะเห็นกันทุกปี ๆ
จะหวาด ๆ อยู่บ้างก็พี่น้องที่อยู่ใกล้เขื่อนเพราะโดนน้ำเข้าเต็ม ๆ
ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องเพราะเรามีกำลังของสมาชิกที่แข็งแรงหลายคน
ที่สามารถ ช่วยเหลือขนย้ายข้าวของและขนย้ายคนออกจากพื้นที่อพยพ
ก็โทรเช็คพี่น้องแต่ละบ้าน แต่ละบ้าน แล้วก็ระดมคนไปช่วยเพื่อรักษาทรัพย์สิน
ตัวผมเองก็ต้องแปลงร่างเป็นสารพัดช่างเพื่อทำบางอย่างในตอนน้ำท่วม
ชั้นวางของบ้าง ตัดสายไฟกันไฟซ๊อต ไฟรั่ว ต่อเรือ สร้างแพ
Handy man เต็มตัวว่างั้นเถอะ โดยเฉพาะเรื่องสายไฟที่แช่น้ำเราต้องระวังเป็นพิเศษ
ต้องเช็คเพราะอาจเกิดเรื่องน่าเศร้าใจได้ง่าย ๆ
และเมื่อขณะที่น้ำกำลังทะลักเข้าเมืองหล่มสัก
ผมก็คิดถึงครอบครัวหนึ่งที่ ต.บ้านติ้ว ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งเขื่อนขนาดใหญ่
คือเขื่อนปากห้วยขอนแก่น เพราะวิทยุประกาศว่าจะระบายน้ำทุกประตูน้ำ
เพื่อรักษาสภาพเขื่อน ผมก็เรียกพี่น้องเป็นการด่วนได้สองท่าน
เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงมากเชียว
เพื่อไปช่วยสมาชิกหญิงม่ายสูงอายุท่านหนึ่งที่บ้านอยู่ริมแม่น้ำใกล้กับ เขื่อนดังกล่าว
ในจินตนาการคาดว่าน้ำคงปริ่มพื้นบ้านแล้ว
ข้าวในยุ้งอาจต้องขนย้ายออกมาในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
ระยะทางจากบ้านพี่น้องท่านั้นมาที่ถนนประมาณ สามร้อยเมตรไกลพอสมควร
ถ้าน้ำท่วมย่อมหมายความว่าเราต้องว่ายน้ำเข้าไปที่บ้านพี่น้อง
แล้วหาวิธีต่อแพขนย้ายข้าวของและคนออก ออกจากบ้าน
เป็นระยะทางสามร้อยเมตร..คิดว่าตนเองคิดถูกที่เตรียมพี่น้องชาย
หนุ่มแข็งแรงสองท่านไปช่วย เพราะลำพังตนเองก็พิการขาใช้ได้เพียงข้างเดียว
ถึงจะว่ายน้ำเป็นแต่ถ้าไกล อย่างนั้นคงไม่สะดวกนัก ..พอเรียกพี่น้องมา
ก็ให้เตรียมว่า
"เราจะไปช่วยคนน้ำท่วมกัน โอเค นะ" ก็สั่งการไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ
พี่น้องก็ตอบหน้าตาเฉย
"ได้ครับ"
ผมก็เลยจัดการดัดแปลงรถมาสด้า 323 อายุ 25 ปี คนเก่งของผมเป็นเรือดำน้ำ
คือปลดสายพานออกเพื่อไม่ให้ตีน้ำพอรถลงน้ำแล้วเครื่องก็ไม่ร้อนไม่ต้องใช้ พัดลม
เอาวาสลินพอกบริเวณสายไปจ่ายไฟเพื่อป้องกันระบบไฟล้มเหลวเดี๋ยวเครื่องดับใน
น้ำเครื่องจะพัง เอาถุงพลาสติคใบใหญ่หน่อยหลายๆ ถุงครอบหม้อกรองอากาศแล้วใช้เทปกาวเบอร์ใหญ่ ๆ พันรอบ ๆ หม้อกรองเพื่อป้องกันน้ำเข้ากรองอากาศเข้าระบบไอดี
( ทำสนอร์เกิล แบบรถออฟโรด ) คราวนี้ไปได้เลย
พอรถลงน้ำแรกรถก็จะลอย แต่พอน้ำเข้าในเก๋งรถรถก็ดำน้ำไปได้
คอยดูว่าระดับน้ำลึกถึงสนอร์เกิลทำเอง หรือเปล่าถ้ายังไม่ถึงก็ไปได้เรื่อย ๆ
บนถนนวันนั้นมีแต่รถบรรทุกแล้วก็พวกออฟโรดที่เอารถมาลุยน้ำขนของกัน
มีเจ้าเต่าไฟสายฟ้าคันเดียวที่เป็นรถเก๋งอุตริลงไปวิ่งออฟโรดกับเขาด้วย
วันนั้นตำรวจจราจรก็มาคอยอำนวยความสะดวกคอยจัดการรถที่เมื่อลุยน้ำก็ต้อง
เสียพอเสียท่านจราจรก็ต้องเข็นไปข้างทางหลบรถคันอื่น
แล้วรถลากก็จะลากไปเข้าอู่ซ่อม เมื่อรถเราวิ่งไปด้วยทางจะตรง
ไปบ้านติ้วต้องผ่านเข้าเมืองทะลุไปทิศตะวันออก
ของเมืองหล่มสักผ่านแม่น้ำป่าสักตัวต้นเหตุ
ที่ท่วมเป็นบ้าเป็นหลังออกไปบ้าน พี่น้อง
ตำรวจท่านมองดูตั้งแต่รถเราวิ่งเข้าทางแยกมา
คงคิดในใจว่าเออมาก็คงดับแถวใกล้ ๆ น้ำนั่นแหละมาได้ไม่ไกลดอก
เพราะรถเบ็นซินเจอน้ำพลั่กเดียวก็ดับแล้ว
เห็นสายตา จร.ท่านั้นมองอย่างนั้นจะรถใกล้ท่าน
ผมคิดในใจคิดผิดแล้วครับท่านวันนี้เจ้าเต่าไฟเป็นรถดำน้ำไปแล้ว
พอผ่าน จร.ไป เสียงพึมพำจากปากบอกว่า ..มันมาได้ไงวะ..
( ก็รถพระเจ้าใช้ให้ไปไงพิเศษตรงนี้แหละมีภารกิจต้องไปครับ
ผมคิดในใจนะ ไม่กล้าพูดเหมือนกันเดี๋ยวดับมาขายหน้าแย่ )
..พอผ่านมาจากหล่มสักก็เข้าสู่เส้นทางไปบ้านติ้วอีก 8 กม.
วาระนั้นโห..สุด ๆ ไม่เคยเห็นย่านบ้านติ้วมีน้ำท่วมมหึมาขนาดนี้มาก่อน
น้ำไม่ได้วิ่งตามคลองเช่นทุกปีแต่น้ำมันวิ่งตามถนนรถเรารถเล็กด้วย
แทบจะปลิว ไปกับน้ำ ยิ่งยามรถออฟโรดยกสูงวิ่งมาแรงน้ำกระเพื่อม
ยกรถเราลอยจากพื้นต้องคอยประคอง ให้วิ่งกลับไปที่ถนน
เพราะล้อลอยขึ้นก็จะลอยลงแม่น้ำ...
วิ่งไปประมาณชั่วโมงก็ใกล้ถึงเป้าหมายบ้านพี่น้อง
เตรียมแผนการณ์ช่วยเหลือพี่น้องว่าตนเองว่าจะจอดรถรอที่ถนน
ให้พี่น้องสองท่าน ที่แข็งแรงว่ายน้ำไปช่วยพี่น้องที่อยู่ริมแม่น้ำ
เลยหันกลับไปถามว่า เตรียมว่ายน้ำข้ามไปช่วยพี่น้องนะ ...
ปรากฏว่าทั้งสองท่านตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า...
"อาจารย์ผมว่ายน้ำไม่เป็นครับ..."
โถ แล้วที่ไอ้ว่ายเป็นก็อาจารย์คนเดียวสินะ เอามาทำไมกันเนี่ย
..ดีนะครับที่ไม่ถูกน้ำพัดตกแม่น้ำไปก่อนหน้านี้ไม่งั้นผมไม่รู้จะช่วยเค้า
อย่างไร เออ เชื่อฟังจริง ๆ ให้มาก็มา ให้ไปก็ไป
แต่ว่ายน้ำไม่เป็นนี่หนะสิจะไปช่วยคนน้ำท่วมอย่างไรเล่าพ่อคุณ
ตัวท่านเองยังจะไม่รอดเลยมิน่านั่งมาในรถเงียบกริบเป็นคนฝ่ายวิญญาณ
อธิษฐาน มาตลอดทาง ว่าอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ไหนได้
กลัวน้ำนี่เอง อาจ้าน ผม ผมว่ายน้ำไม่เป็น....
เอ้อ แล้วเธอจะมาทำไม เนี่ย

ตะเกียงติดไฟเอง

19 พฤษภาคม 2005

มีคำพยานของพี่น้องท่านหนึ่งที่อ.เขาค้อ 
พี่น้องท่านนี้เป็นคริสเตียนเก่าแก่มาก 
เชื่อพระเจ้ามานานเชื่อตั้งแต่อยู่ที่ บ้านห้วยสวิง 
คำว่าห้วยสวิงสำหรับคริสเตียนเพชรบูรณ์
จะรู้ดีว่าเป็นที่ตั้งคริสตจักรแรก ของจังหวัดเพชรบูรณ์ 
เมื่อประมาณ 70 ปี ก่อน  อาจารย์เวอร์เนอร์ ราสสิน่า 
เดินทางมากับเรือบรรทุกสินค้ามาจากประเทศฟินแลนด์ 
มาที่กรุงเทพและสอบถามข้อมูลที่สถานทูต
เพื่อติดตามหาเชื้อแห่งแผ่นดินสวรรค์ว่า 
มีคริสเตียนที่ไหนเพื่อจะเริ่มต้น.... 
สถานทูตให้ที่อยู่คริสเตียนท่านหนึ่ง
ที่กลับบ้านที่ บ้านห้วยสวิง ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ 
70 ปีที่แล้ว เพชรบูรณ์เป็นดินแดนที่น่ากลัวมาก 
ดินแดนแห่งไข้มาเลเรีย อาจารย์เวอร์เนอร์เล่าให้ฟังว่า
ลงรถที่ อ.เมือง แล้วก็จ้างคนนำทางเข้าไปห้วยสวิง 
แต่คนนำทางกลัวอะไรสักอย่างจึงไปไม่ถึง
หนีกลับก่อนแล้วให้เดินต่อไปเอง อาจารย์เดินมาเรื่อย ๆ 
ถามชาวบ้านไปเรื่อย...พูดก็ไม่ชัด จนค่ำก็เลยนอนที่ห้างเฝ้าไร่ข้าวโพด 
ที่นอนไม่มีประตู ก็เอาประเป๋าเดินทางปิดกั้นประตูไว้ นอนจนเช้า 
ตื่นขึ้นมาพบว่ารอยเท้าที่เปื้อนโคลนของเสือโคร่งรอยใหญ่มาก
ขนาดฝ่ามือกาง ๆ ออก เป็นรอยเดินรอบที่นอน
แล้วรู้สึกว่าจะวนอยู่ที่บริเวณศีรษะอาจารย์มากกว่าส่วนอื่น 
อาจารย์พูดติดตลกว่าเสือมันงงไม่เคยเห็นฝรั่งหัวแดง ๆ 
มันเลยไม่กล้ากิน ที่ท้าวความย้อนหลังไป
เพราะอยากให้ทราบว่าพี่น้องท่านนี้เป็นคริสเตียนเก่า จริง ๆ 
เป็นลูกหลานการส่งต่อมรดกทางความเชื่อจากสมัยแรก
เมื่อมิชชั่นนารีที่เชื่อใน พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเป็นกลุ่มแรกในประทศไทย 
หลังการรับฤทธิ์เดชประมาณปี 1906 
พี่น้องท่านนี้เป็นคริสเตียนที่ค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ 
ไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่นัก มีครั้งหนึ่งที่เป็นเหตุให้เขากลับใจมาหาพระเจ้า
เพราะเขาป่วยเป็นโรคเก๊า ป่วยหนัก ปวดตามข้อจนทนไม่ไหวแล้ว 
ยาทุกขนานก็เอาไม่อยู่ วันนั้นพี่น้องมาตามผมไปอธิษฐานเผื่อ 
กลับใจอีกครั้งหนึ่ง พวกเราก็เดินทางขึ้นไปจัดกลุ่มแคร์พิเศษ 
อธิษฐานเผื่อ แล้วก็กลับ พอกลับมาพี่น้องท่านที่ป่วยอยู่นี่
ก็ยังนอนไม่หลับด้วยพิษโรคเก๊า ที่บ้านของเขาไม่มีไฟฟ้าใช้ 
จุดตะเกียงเพื่อให้ความสว่างเป็นตะเกียงน้ำมันก๊าด จุดไว้สองดวง 
ด้วยความเจ็บปวดก่อนที่ลูกและภรรยาจะหลับก็อธิษฐานด้วยกัน 
พออธิษฐานเสร็จก็สั่งให้ภรรยาดับตะเกียงในห้องนอน
ที่จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดไว้สองดวงแล้วก็พากันนอนหลับ 
ลูกและภรรยาก็หลับหมดตอนนั้นเวลาประมาณสักเที่ยงคืน 
คนอื่นหลับหมดแต่ด้วยความเจ็บปวดทำให้เขาหลับไม่ลง
อาการกำเริบหนักมาก ขึ้นจนเหมือนกับจะสิ้นชีวิต 
ก็เลยพยายามลุกขึ้นมาร้องเพลงนมัสการพระเจ้า
ก็เพลงที่เขามักใช้ร้องกันงานไว้อาลัย นั่นแหละครับ
เพราะถึงจุดยอมจำนนแล้วว่าฉันคงจะต้องจากโลกนี้ไป
จึงร้องเพลงพักพิงในพระเจ้า
"พระเจ้าลูกเจ็บปวดมากขอให้พระเจ้ารับเอาลูกไปเถิด
เพราะคืนนี้ลูกทุกข์ทรมานเหลือเกิน" 
แต่อัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น 
ขณะหลับตาอธิษฐานก็พบว่าจู่ ๆ มีแสงสว่างเกิดขึ้นก็ลืมตาขึ้นดู 
เขาขนลุกซู่เพราะตะเกียงสองดวงที่ดับไปแล้วมันกลับติดขึ้นมาอีกหนึ่งดวง 
... เขาตื่นเต้นมาก พระเจ้าต่อชีวิตให้อีกและอาการของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
นับตั้งแต่วันนั้น เป็นต้นมา... พระเจ้าทรงจุดตะเกียงต่อชีวิตให้อีกครึ่งหนึ่งอัศจรรย์
และวันนี้ (27 กันยายน 2011) ขณะที่ผม(ผู้เขียน) กำลังเอาเรื่องนี้มาลง
บันทึกในบล๊อก พี่น้องท่านนี้ได้จากไปอยู่กับพระเจ้าแล้วหลังจาก
เขาใช้ชีวิตที่เอาจริงเอาจังอยู่หลายปี แล้วก็กลับไปเหมือนเดิม
ตะเกียงอีกดวงหนึ่งก็ดับลง ในอีก 7-8 ปี หลังจากสว่างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ชีวิตของเราทุกคนเวลาในโลกนี้มีจำกัดนัก จงใช้เวลาส่องสว่างให้มาก
ที่สุดและยาวนานที่สุดเพื่อเขาจะสรรเสริญพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์

เพื่อนเกลอ

 มีสองครอบครัวที่เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ของคริสตจักรความหวังจังหวัดนี้ 
ทั้งสองเป็นคู่เขยกัน คือคนหนึ่งแต่งงานกับพี่สาวที่เป็นอดีตนางเอกลิเก
อีกคนหนึ่งแต่งงานกับน้องสาวที่เป็นแม่ค้าที่ตลาด
แรก ๆ ที่อพยพจากชันนาทมาอยู่ที่จังหวัดนี้ก็มาด้วยกันดี ๆ นี่แหละ
อยู่ด้วยกันพึ่งพาอาศัยกันมาเรื่อย
มาเชื่อพระเจ้าเมื่อครั้งที่ผู้เป็นพี่สาวป่วยเป็นอัมพาตนองแบบกับที่มา 2 ปี
พี่น้องที่กรุงเทพและ ท่านผู้นำจากภาคใต้ท่านหนึ่ง
มาเยี่ยมและอธิษฐานเผื่อแล้วพบการรักษาอันอัศจรรย์ ลุกขึ้นเดินได้
ก็เลยพากันมาเชื่อพระเจ้าทั้งครอบครัว ทั้งลูกหลาน
เป็น รากฐานการก่อตั้งคริสตจักรความหวังที่นี่ตั้งแต่ประมาณปี 87-88 
อยู่มาระยะหนึ่งลูก ๆ ที่โตขึ้นบ้างก็เอาพระเจ้าบ้างไม่เอาพระเจ้าบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ก็เข้มแข็งในพระเจ้า
ที่ ไม่เข้มแข็งก็เป็นเหตุทำให้คุณพ่อทั้งสองบ้านที่ซื้อห้องแถวติดกันผิดใจกัน ด้วยเป็นคนมาจากกลุ่มแสวงโชค ( เขาเรียกกลุ่มคนอพยพเข้าเพชรบูรณ์ในช่วงเปิดป่า ) ก็เลยมีลักษณะนักเลงไม่ยอมใครง่าย ๆ
เค้าก็เลยไม่ค่อยถูกกัน
เวลามีแคร์ถ้าเปิดบ้านน้องสาวพี่เขยก็ไม่มา แต่พี่สาวมา
และถ้าเปิดแคร์ที่บ้านพี่สาวน้องเขยหรือเขยเล็กก็ไม่มามาแต่น้องสาว
เป็นอย่างนี้มาตลอด ผู้นำเปลี่ยนมาแล้ว 6 สมัย 6 ท่านแล้ว
จนถึงสมัยผมเป็นคนที่ 7 ( เลขสวยเชียว )
มีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น เพราะท่านเขยเล็กค่อนข้างมีฐานะที่ดีกว่า
มีที่ดินเยอะ ทำไร่ไว้ที่บนเขาบ้านวังทอง ลุงเค้าก็ชอบขับรถยนต์บ้าง
มอเตอร์ไซค์บ้างเดินทางไปที่ไร่เพื่อตัดใบตองมาให้ภรรยาทำขนม
บางทีก็ไปตัดหญ้า ปลูกลำไย ลิ้นจี่ และพืชสวนมากมาย
ก็เป็นคนรักการเข้าป่าทำไร่ ชอบชีวิตอย่างนี้แล้วก็มีความสุขตามสมควร
วันหนึ่งเกิดเหตุที่เราตกใจและต้องอธิษฐานเผื่อกันทั้งคริสตจักร
เมื่อทราบว่าคุณลุงความดันโลหิตขึ้นสูงจนเส้นโลหิตแตกในสมอง
ขณะขับรถมอเตอร์ไซค์กลับจากไร่
รถล้มนอนอยู่ข้างทางนานมากจนคนมาพบแล้วนำส่งโรงพยาบาล
ผมรีบไปที่โรงพยาบาลอธิษฐานเผื่อ
แพทย์เอาฟิล์มเอกซเรย์มาให้ดูปรากฏใน ฟิล์ม
มีภาพกลุ่มก้อนเลือดประมาณเท่าลูกมะนาว
หมอบอกว่าถ้าเลือดไม่หยุดไหลก็ต้องผ่าตัด
ซึ่งหมอไม่อยากจะผ่าเพราะคุณลุงอายุมากแล้ว
ถาม ต่อไปว่าถ้าไม่ต้องผ่าเพราะเลือดหยุดไหลแล้ว
ไม่ไหลเข้าไปสะสมมากกว่านี้แล้ว อาการจะเป็นอย่างไร 
หมอบอกว่าก็คงต้องส่งผลการเดินเหินลำบากเบาะ ๆ ก็อัมพฤติ 
พวกเราอธิษฐานวางมือที่นั่น
หลังจากนั้นคุณลุงก็ออกจากโรงพยาบาล
ขอบคุณพระเจ้าหายเร็วจริง ๆ อาทิตย์เดียวมั๊งเท่าที่ผมจำได้
อาการเดินเหินปกติ ติดอาการบ้างตรงที่พูดช้าและเดินช้ากว่าเดิม
.... แต่อย่างหนึ่งที่เห็นพระพรซ่อนอยู่เหนือวิกฤติ
เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง พี่น้องทั้งคริสตจักรแทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่า
ภาพที่เห็นข้างหน้าคริสตจักรจะเกิดขึ้นจริง
คือ คู่เขยทั้งสองมายืนที่หน้าโบสถ์ด้วยกัน มารถสามล้อเครื่องคันเดียวกัน
อัศจรรย์ที่เรารอมา16 ปี ทั้งคู่คืนดีกัน
คุณ ลุงเขยเล็กขับรถไม่ได้แล้วต้องมารถสองแถวเพื่อมานมัสการที่คริสตจักร 
เขยผู้พี่ก็เป็นห่วงกลัวหกล้มเพราะยังไม่หายดีก็เลยประคองพากันเดินจากท่ารถ 
ขึ้นสามล้อมาที่คริสตจักร เป็นภาพที่ประทับใจ 
จริง ๆ ทั้งสองท่านก็คงรักผูกพันกันดีอยู่แต่เนื่องจากเหตุบางอย่าง
ก็เลยไม่มี โอกาสแสดงความรักกันและกัน
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องสำแดงความรักของพระ เจ้า 
ทั้งสองก็เป็นเกลอกันเหมือนเดิม 
นี่แหละครับ เพื่อนเกลอไม่ทิ้งกันยามยากลำบาก