วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

อาจ้านผมว่ายน้ำไม่เป็น

 ............เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่เป็นเสมือนกระทะใบใหญ่ ๆ ใบหนึ่ง
สภาพที่ภูเขาล้อมรอบทุกด้าน ตรงกลางคือระหว่างเพชรบูรณ์ หล่มสัก หล่มเก่า
เป็นก้นกระทะ และเมื่อถึงฤดูฝน ทุกปีก็ต้องมีน้ำท่วมทุกปี
ไม่ท่วมน้อยก็ท่วมใหญ่แต่ระยะหลัง ท่วมใหญ่เป็นส่วนมากเพราะป่าไม่ค่อยมีซับน้ำ
ฝนตกลงมาก็ละลิ่วจากขุนเขาลงสู่ก้นอ่างคือเมืองเพชรบูรณ์ หล่มสัก หล่มเก่า
เหตุการณ์บ้านน้ำก้อคงเป็นเหตุการณ์ที่ชาวไทยทั้งประเทศจดจำได้ดี
มีปีหนึ่ง เกิดฝนตกหนักมากเพราะพายุโซนร้อน หวู่คงถล่มประเทศไทย
เขื่อนทุกเขื่อนรอบเมืองหล่มสัก ประกาศเปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันเขื่อนพัง
น้ำทะลักเข้าเมือง ทุกจุดของเมืองก็เก็บข้างของหนีน้ำกันจ้าระหวั่น
เด็ก ๆ  ตื่นเต้นมากเพราะได้เล่นน้ำ ไม่ได้กลัวอะไรเพราะเห็นกันทุกปี ๆ
จะหวาด ๆ อยู่บ้างก็พี่น้องที่อยู่ใกล้เขื่อนเพราะโดนน้ำเข้าเต็ม ๆ
ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องเพราะเรามีกำลังของสมาชิกที่แข็งแรงหลายคน
ที่สามารถ ช่วยเหลือขนย้ายข้าวของและขนย้ายคนออกจากพื้นที่อพยพ
ก็โทรเช็คพี่น้องแต่ละบ้าน แต่ละบ้าน แล้วก็ระดมคนไปช่วยเพื่อรักษาทรัพย์สิน
ตัวผมเองก็ต้องแปลงร่างเป็นสารพัดช่างเพื่อทำบางอย่างในตอนน้ำท่วม
ชั้นวางของบ้าง ตัดสายไฟกันไฟซ๊อต ไฟรั่ว ต่อเรือ สร้างแพ
Handy man เต็มตัวว่างั้นเถอะ โดยเฉพาะเรื่องสายไฟที่แช่น้ำเราต้องระวังเป็นพิเศษ
ต้องเช็คเพราะอาจเกิดเรื่องน่าเศร้าใจได้ง่าย ๆ
และเมื่อขณะที่น้ำกำลังทะลักเข้าเมืองหล่มสัก
ผมก็คิดถึงครอบครัวหนึ่งที่ ต.บ้านติ้ว ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งเขื่อนขนาดใหญ่
คือเขื่อนปากห้วยขอนแก่น เพราะวิทยุประกาศว่าจะระบายน้ำทุกประตูน้ำ
เพื่อรักษาสภาพเขื่อน ผมก็เรียกพี่น้องเป็นการด่วนได้สองท่าน
เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงมากเชียว
เพื่อไปช่วยสมาชิกหญิงม่ายสูงอายุท่านหนึ่งที่บ้านอยู่ริมแม่น้ำใกล้กับ เขื่อนดังกล่าว
ในจินตนาการคาดว่าน้ำคงปริ่มพื้นบ้านแล้ว
ข้าวในยุ้งอาจต้องขนย้ายออกมาในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
ระยะทางจากบ้านพี่น้องท่านั้นมาที่ถนนประมาณ สามร้อยเมตรไกลพอสมควร
ถ้าน้ำท่วมย่อมหมายความว่าเราต้องว่ายน้ำเข้าไปที่บ้านพี่น้อง
แล้วหาวิธีต่อแพขนย้ายข้าวของและคนออก ออกจากบ้าน
เป็นระยะทางสามร้อยเมตร..คิดว่าตนเองคิดถูกที่เตรียมพี่น้องชาย
หนุ่มแข็งแรงสองท่านไปช่วย เพราะลำพังตนเองก็พิการขาใช้ได้เพียงข้างเดียว
ถึงจะว่ายน้ำเป็นแต่ถ้าไกล อย่างนั้นคงไม่สะดวกนัก ..พอเรียกพี่น้องมา
ก็ให้เตรียมว่า
"เราจะไปช่วยคนน้ำท่วมกัน โอเค นะ" ก็สั่งการไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ
พี่น้องก็ตอบหน้าตาเฉย
"ได้ครับ"
ผมก็เลยจัดการดัดแปลงรถมาสด้า 323 อายุ 25 ปี คนเก่งของผมเป็นเรือดำน้ำ
คือปลดสายพานออกเพื่อไม่ให้ตีน้ำพอรถลงน้ำแล้วเครื่องก็ไม่ร้อนไม่ต้องใช้ พัดลม
เอาวาสลินพอกบริเวณสายไปจ่ายไฟเพื่อป้องกันระบบไฟล้มเหลวเดี๋ยวเครื่องดับใน
น้ำเครื่องจะพัง เอาถุงพลาสติคใบใหญ่หน่อยหลายๆ ถุงครอบหม้อกรองอากาศแล้วใช้เทปกาวเบอร์ใหญ่ ๆ พันรอบ ๆ หม้อกรองเพื่อป้องกันน้ำเข้ากรองอากาศเข้าระบบไอดี
( ทำสนอร์เกิล แบบรถออฟโรด ) คราวนี้ไปได้เลย
พอรถลงน้ำแรกรถก็จะลอย แต่พอน้ำเข้าในเก๋งรถรถก็ดำน้ำไปได้
คอยดูว่าระดับน้ำลึกถึงสนอร์เกิลทำเอง หรือเปล่าถ้ายังไม่ถึงก็ไปได้เรื่อย ๆ
บนถนนวันนั้นมีแต่รถบรรทุกแล้วก็พวกออฟโรดที่เอารถมาลุยน้ำขนของกัน
มีเจ้าเต่าไฟสายฟ้าคันเดียวที่เป็นรถเก๋งอุตริลงไปวิ่งออฟโรดกับเขาด้วย
วันนั้นตำรวจจราจรก็มาคอยอำนวยความสะดวกคอยจัดการรถที่เมื่อลุยน้ำก็ต้อง
เสียพอเสียท่านจราจรก็ต้องเข็นไปข้างทางหลบรถคันอื่น
แล้วรถลากก็จะลากไปเข้าอู่ซ่อม เมื่อรถเราวิ่งไปด้วยทางจะตรง
ไปบ้านติ้วต้องผ่านเข้าเมืองทะลุไปทิศตะวันออก
ของเมืองหล่มสักผ่านแม่น้ำป่าสักตัวต้นเหตุ
ที่ท่วมเป็นบ้าเป็นหลังออกไปบ้าน พี่น้อง
ตำรวจท่านมองดูตั้งแต่รถเราวิ่งเข้าทางแยกมา
คงคิดในใจว่าเออมาก็คงดับแถวใกล้ ๆ น้ำนั่นแหละมาได้ไม่ไกลดอก
เพราะรถเบ็นซินเจอน้ำพลั่กเดียวก็ดับแล้ว
เห็นสายตา จร.ท่านั้นมองอย่างนั้นจะรถใกล้ท่าน
ผมคิดในใจคิดผิดแล้วครับท่านวันนี้เจ้าเต่าไฟเป็นรถดำน้ำไปแล้ว
พอผ่าน จร.ไป เสียงพึมพำจากปากบอกว่า ..มันมาได้ไงวะ..
( ก็รถพระเจ้าใช้ให้ไปไงพิเศษตรงนี้แหละมีภารกิจต้องไปครับ
ผมคิดในใจนะ ไม่กล้าพูดเหมือนกันเดี๋ยวดับมาขายหน้าแย่ )
..พอผ่านมาจากหล่มสักก็เข้าสู่เส้นทางไปบ้านติ้วอีก 8 กม.
วาระนั้นโห..สุด ๆ ไม่เคยเห็นย่านบ้านติ้วมีน้ำท่วมมหึมาขนาดนี้มาก่อน
น้ำไม่ได้วิ่งตามคลองเช่นทุกปีแต่น้ำมันวิ่งตามถนนรถเรารถเล็กด้วย
แทบจะปลิว ไปกับน้ำ ยิ่งยามรถออฟโรดยกสูงวิ่งมาแรงน้ำกระเพื่อม
ยกรถเราลอยจากพื้นต้องคอยประคอง ให้วิ่งกลับไปที่ถนน
เพราะล้อลอยขึ้นก็จะลอยลงแม่น้ำ...
วิ่งไปประมาณชั่วโมงก็ใกล้ถึงเป้าหมายบ้านพี่น้อง
เตรียมแผนการณ์ช่วยเหลือพี่น้องว่าตนเองว่าจะจอดรถรอที่ถนน
ให้พี่น้องสองท่าน ที่แข็งแรงว่ายน้ำไปช่วยพี่น้องที่อยู่ริมแม่น้ำ
เลยหันกลับไปถามว่า เตรียมว่ายน้ำข้ามไปช่วยพี่น้องนะ ...
ปรากฏว่าทั้งสองท่านตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า...
"อาจารย์ผมว่ายน้ำไม่เป็นครับ..."
โถ แล้วที่ไอ้ว่ายเป็นก็อาจารย์คนเดียวสินะ เอามาทำไมกันเนี่ย
..ดีนะครับที่ไม่ถูกน้ำพัดตกแม่น้ำไปก่อนหน้านี้ไม่งั้นผมไม่รู้จะช่วยเค้า
อย่างไร เออ เชื่อฟังจริง ๆ ให้มาก็มา ให้ไปก็ไป
แต่ว่ายน้ำไม่เป็นนี่หนะสิจะไปช่วยคนน้ำท่วมอย่างไรเล่าพ่อคุณ
ตัวท่านเองยังจะไม่รอดเลยมิน่านั่งมาในรถเงียบกริบเป็นคนฝ่ายวิญญาณ
อธิษฐาน มาตลอดทาง ว่าอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ไหนได้
กลัวน้ำนี่เอง อาจ้าน ผม ผมว่ายน้ำไม่เป็น....
เอ้อ แล้วเธอจะมาทำไม เนี่ย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น