วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ภาษาโบสถ์

ธันวาคม 1992 ขณะที่ผมไปที่บริษัทที่ทำงานมีเสียงโทรศัพท์มาตามตัวให้กลับบ้าน(โบสถ์)ที่ถนนผดุงราษฎร์ด่วนเพราะขณะที่พี่น้องช่วยกันเตรียมโบสถ์..เจ้าตัวเล็กอายุสองขวบได้ทะเลาะกะแม่..ตามประสาเด็ก ๆ แล้วโวยวายว่าจะไปหาพ่อ..แล้วเดินหายดุ่ม ๆ หายไปแบบไม่มีใครเห็นเลย..ตานี้รถมอเตอร์ไซค์ทุกคัน รถยนต์ทุกคันก็ออกจากโบสถ์ไปตระเวณรอบเมืองหล่มสักเพื่อจะตามตัวเจ้าต้น..ผมก็ขับดัสสัน 620 สีแดงตระเวณไปรอบ ๆ เมือง..สายตาสะดุดตรงรถ เจ้าหน้าตำรวจสายตรวจจักรยานยนต์ สองนายกำลังขับรถวนไปวนมา ..ท่าทางลังเล..เลยขับรถไปหา..อ้อ..เจอเจ้าตัวแสบนั่งกลางกำลังชี้โบ๊ชี้เบ๊..จนท.บอกว่า..เค้าถามว่าหนูชื่ออะไร..ก็บอกชื่อต้น..เป็นลูกใคร..ก็บอกว่าเป็นลูกพระเจ้า..งงดิ.งง..เด้..งง ..จนท.ยุคนั้นคงยังไม่เคยเจอลูกพระเจ้าแหง ๆ ..อ้าว..แล้วบ้านหนูอยู่ไหน..เจ้าหนูก็บอกว่าอยู่บ้านพระเจ้าสิ....คราวนี้งง หนักกว่าเดิม..มิต้องถอดหมวกกันน๊อค..ออกมากุมขมับเชียว...มิน่าชี้ไปโน่นก็ไป ชี้ไปนี่ก็ไป..สนุกหย่ายเลย..วีรกรรมเจ้าคนนี้มีบ่อยมากแต่ละเรื่องในวัยเด็ก..เอ..หรือเพราะว่าเราใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม..จนเด็ก ๆ เค้าไม่พูดภาษามนุษย์ปกติไปเลย..สังคมเลยไม่ค่อยเข้าใจเราแฮะ..เออ..คราวนี้หากมีหลานนะจะสอนให้พูดได้ทั้งภาษาโบสถ์และภาษามนุษย์

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

โหราจารย์มาทางทิศไหน?


เมื่อสองสามวันก่อนได้มีโอกาสไปด่านซ้าย
เลยนึกถึงงานประกาศคริสต์มาสน่าจะปี 1996 
อาจารย์มณี รัตนเลิศ ให้ไปเทศนากลางแจ้ง
เวทีคือรถเทเลอร์ ยืนเทศนาบนรถเทลเลอร์
จำได้ว่าได้พบปะและคุยกับอาจารย์โฮกัน 
เรื่องที่คุยคือ การข่มเหงคริสเตียนที่สุวรรณเขต
มีตัวอย่างหนึ่งในคำเทศนาคืนนั้น..ผมได้เอาเรื่อง
จากหนังสือ Guide Post หนังสือชุดป้ายชี้ทาง
รวมคำพยานของผู้่เชื่อพระเจ้า(เดี๋ยวนี้หาซื้อไม่มี)
ตัวอย่างกำลังจะบอกว่า แม้ชีวิตต้องห่างเหิน
กิจกรรม หน้าที่การงานพาเราไปไกลแสนไกล
จากชุมชนของพระเจ้า..แต่พระเจ้ายังทรงสดับฟัง
และพร้อมจะตอบคำร้องทูลของเราเสมอ..
ก็แค่ตัดสินใจจะเอ่ยปากเรียกพระนามของพระองค์
ในช่วงสงครามเวียดนาม พันเอกพิเศษ เสธ.
กองทับบก ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึก
เพื่อให้ลุกขึ้นมาวางแผนช่วยกองร้อยนึงที่ถูก
กองกำลังเวียดกงปิดล้อมในพื้นที่สังหาร
การประชุมผ่านไปครึ่งชั่วโมง..หาบทสรุป
การช่วยกองร้อยนั้นออกจากพื้นที่สังหารไม่ได้
ส่งกองกำลังไปช่วยระยะเดินทางกว่าสองชั่วโมง
กว่าจะไปถึงกองร้อยละลายแน่..และหากส่ง
กองทัพอากาศไป่วยก็ไม่ได้เพราะฝนตกหนัก
ทั้ง F4 ทั้งปีกหมุนก็ขึ้นไม่ได้..และเมื่อจนปัญญา
หน.เสนาธิการ ท่านนั้นได้ระลึกถึงคำกำชับ
ของแม่ว่า "ผู้ใดขาดสติปัญญาจงขอจากพระเจ้า."
เขาก็เลยขออนุญาตออกไปนอกห้องประชุม
คุกเข่าลงอธิษฐานขอสติปัญญาเพื่อช่วยทหาร
หลายร้อยคนนั้น...และทันทีที่เขาอธิษฐานจบ
เขากลับมาแล้วสรุปให้ใช้ปืนใหญ่ในระแวกนั้น
ยิงกดดันกองกำลังเวียดกงพร้อม ๆ กันและเปิด
ไว้เพียงด้านเดียวให้กองร้อยที่มีคนกว่าสามร้อยคน
วิ่งตรงไปยังแนวนั้น..กลับฐานทัพให้เร็วที่สุด
เพราะกองกำลังเวียดกงจะต้องหลบเข้าที่ซ่อน
ที่ประชุมก็ตอบว่า..หากทางอเมริกันวิทยุไปบอก
ว่าเปิด..แนวกระสุนหลอดภัยไว้ด้านไหน
หน่วยอินเตอร์เซฟหรือหน่วยแอบฟังวิทยุ
ของเวียดกงก็จะทราบว่า..แนวไหนปลอดระเบิด
จากปืนใหญ่ ..เขาก็จะยกกองกำลังไปดักและ
ทหารกองร้อยนั้นก็ไม่รอดอยู่ดี....แต่หัวหน้า.เสธ.
กล่าวว่า..ให้วิทยุไปบอก ผบ.กองร้อยว่า......
ในฐานะที่คุณเป็นคริสเตียน..คุณทราบไหมว่า
โหราจารย์มาจากทางทิศไหน..ให้คุณพา
ผุ้ใต้บังคับบัญชา..เตรียมตัวเคลื่อนย้ายกำลังพล
ไปยังแนวทิศนั้นทันทีที่เสียงปืนใหญ่ยิงเป็น
เหมือนวงกลมรอบ ๆ กองร้อยของคุณ...และ
เมื่อวิทยุประสานกัน..ผบ.กองร้อยก็ทราบว่า
ทิศไหนคือทิศโหราจารย์มา...เมื่อเสียงปืนใหญ่
ระเบิกกึกก้อง...ครึ่งชั่วโมง..ผบ.และกองร้อย
ก็เคลื่อนออกจาคิลลิ่งโซนหรือพื้นที่สังหาร
โดยไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
ว่าแต่พี่น้องรู้ไหมว่าโหราจารย์มาทางทิศไหน
เอาสิหากท่านไม่รู้ว่าทิศไหน..โดนกระสุนปืนนะเอ้อ
อย่าถามนะว่าเรื่องราวแต่ละเรื่องผ่านมากี่สิบปี
เช่นเรื่องนี้ 22 ปี ผมจำได้อย่างไร...ผมจำแม่น
ยิ่งความผิดของคนอื่นนี่..ยิ่งแม่นนัก..ฮ่า
ผมชอบเรื่องนี้ครับและอยากจะบอกว่า
พระเจ้าทรงรับฟังคำร้องทูลที่เอ่ยพระนาม
ของพระองค์เสมอ..ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะ
คนศาสนาไหน..ไม่ได้ไปโบสถ์นานแล้ว
ทำบาป..เป็นทหาร ฆ่าคนแบบ เสธ คนนี้
ห่างเหินจากพระเจ้าไปนานแสนนาน..
ก็แค่เอ่ยพระนาม...แล้วบอกเรื่องความจำกัด
ที่เราเผชิญ..ปัญหาที่เราต่อสู้ไม่ได้นั้น
เราจะพบคำตอบอันอัศจรรย์..และจะมาเล่า
สู่กันฟังว่าคำตอบนั้นคืออะไร..อาจจะยิ่งใหญ่
กว่าคำบอกเล่าของเสธฯคนนี้ก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

รักมากพอไหม 2

#รักมากพอไหม


วันเสาร์ที่จะถึงจะมีการถ่ายทำคำพยานชีวิตของครอบครัวนึงที่สามีเขาฟื้นจากความตายมาได้สิบกว่าปี..แต่คณะผู้ถ่ายทำกำลังงง ๆ กับประเด็นว่าผมอยากให้เขาสื่อสารอะไร..เพราะดูเหมือนว่าผมไม่ได้เล็งไปที่อัศจรรย์คนฟื้น..เลยจะเล่าสู่กันฟังว่าผมมองเรื่องนี้อย่างไร?

........12 ปีก่อนมีผู้หญิงคนนึงรักผู้ชายอีกคนนึง หลายปีก่อนเขาหายไป หลังจากรอมานานแสนนานกว่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันไม่กี่ปี ได้เกิดเสียชีวิต กว่าจะออกมาถึง รพ.ใช้เวลา 3 ชม.แพทย์ปั๊มหัวใจอยู่อีก 45 นาทีแล้วแจ้งว่า สามีได้จากไปแล้ว ..ความรักของผู้เพิ่งเชื่อพระเยซูรู้อย่างเดียวว่ารับไม่ได้ การร่ำร้องขอชีวิตกลับคืนด้วยพลังแห่งความรักอันเป็นที่สุดได้เคลื่อนชีวิตของเขากลับมาในกายที่แพทย์บอกว่าตายแล้ว สัญญาณชีพกลับคืนมาแพทย์ ที่ รพ.ปทุมธานีบอกว่า ก็คงอยู่ได้ไม่นานเพราะสมองขาดออกซิเจนไปหลายชั่วโมง..แต่ความเชื่อของภรรยาคือขอให้เขากลับมาอยู่กับเธอได้อีกครั้งนานและแสนนานที่สุด..อีก 3 เดือนผมกลับไปรับสามีภรรยาคู่นี้จาก กทม.มาอยู่อาศัยที่ อ.หล่มสัก เพชรบูรณ์ ไม่ตาย จำทุกอย่างได้หมด เรียกชื่อลูกได้ จำว่าผมเป็นใครญาติมีใครบ้าง บ้านอยู่ที่ไหน คุยจ้อตลอดระยะเวลาเดินทาง 5 ชม.แต่จำภรรยาตนเองว่าเป็นแม่เรียกภรรยาว่าแม่ติดแจจนทุกวันนี้ การฟื้นกลับคืนมาพัฒนาการเท่ากับเด็กอายุ 8 ขวบ การฟื้นจากความตายว่าอัศจรรย์แล้วผมว่าความรักของภรรยาอัศจรรย์กว่า รักมากพอจะกระชากคนเป็นที่รักที่สุดของฉันออกจากความตาย...รักมากพอที่จะดูแลปรนนิบัติเขาไม่ว่าจะกลับมาสภาพไหนและอยู่ด้วยกันไปนานแสนนานที่สุด ..อืมมมม..มุมมองความรักอันสูงส่ง พระเจ้าเป็นความรักผู้ที่รักก็รู้จักพระเจ้า สตรีคนนั้นเชื่อพระเจ้าเดือนเดียวแต่รู้จักพระเจ้าระดับเคลื่อนกระช่ากคนออกจากความตายได้..เธออาจจะรู้จักพระเจ้าดีกว่าผมที่เชื่อพระเจ้ามาหลายสิบปีเสียอีก
มีประโยคนึงในภาพยนตร์ที่ผมดูมาหลายปีกล่าวว่า Parting your soup is not a miracle, Bruce. It's a magic trick. A single mom who's working two jobs and still finds time to take her kid to soccer practice, that's a miracle. A teenager who says "no" to drugs and "yes" to an education, that's a miracle. People want me to do everything for them. But what they don't realize is *they* have the power. You want to see a miracle, son?
Be the miracle.https://www.youtube.com/watch?v=vICtRvVQ5Xs

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

คุณรักมากพอไหม


ผมเป็นนักเดินทาง การยกกล้องขึ้นเก็บภาพแต่ละภาพเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ อ้อ จำแม่นมากนับเกือบร้อยปีผมก็ไม่ได้ลืมเรื่องราวที่ผมคิดจะจำเลยเชียวแหละ..เมื่อสักไม่นานมานี้ผมได้นำเอาเรื่องราวที่เจตนาอยากจะเล่าอีกมุมนึงที่ผมมองเห็น(แน่นอนไม่ใช่มุมปกติที่คนทั่วไปจดจำแน่)มาบันทึกเป็นวิดิทัศน์เพื่อบอกเล่าให้คนได้จดจำร่วมกันกับพวกเรา ..ประเด็นก่อนจะให้ถ่ายทำนั้นมีแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ที่ผมเดินทางไปที่จังหวัดอ่างทอง มีโอกาสไปรับสามีภรรยาสูงอายุก็ที่เราเรียกว่าตา-ยาย จากข้อมูลที่ได้ยินได้ทราบและการสังเกตที่พบ ก็่าจะเป็นอดีตคนมีตังค์ของย่านนั้นเป็นเจ้าของสวน เป็นครอบครัวอดีตข้าราชการท้องถิ่นที่มีอันจะกิน มีบ้านไม้ทรงไทยเรือนแฝดหลังใหญ่ก็น่าจะเก่าที่สุดในย่านนั้น คุณตาป่วยเป็นอัมพฤติระดับนอนติดเตียง เป็นเหตุให้คุณยายไปไหนไม่ได้ ต้องทำสวนใกล้ ๆ และมีรายได้แค่วันละร้อยกว่าบาท เอ้อ จริง ๆ นะผมเนี่ย มองเห็นเลยว่าแหมคุณยายมาผลิตขนมไทยโบราณขายที่ตลาดเพชรบูรณ์เนี่ยทำรา่ยได้วันละหลายพันเชียวฝีมือและความเข้าใจความชำนาญรสชาติดั้งเดิมแบบนี้ ไม่มีเหลือมากนักแล้ว แต่เพราะเค้ารักกัน ความรักที่มากพอ ทำให้อีกคนนึงยอมให้ทั้งชีวิืตกับอีกคนหนึ่ง เปื้อนเปลอะเลอะเทอะอุจจาระ ปัสาวะ นอนในห้องที่มีกลิ่นของเสียของคนที่รัก ยอมละทิ้งความมั่งมี ร่ำรวย ความสนุกสนาน สะดวกสบาย เพราะรักคนคนนึงที่แก่แล้ว จำอะไรไม่ได้แล้ว เดินไม่ได้แล้ว ไม่หล่อแล้ว ไม่มีอะไรดี ๆ ให้ค้นหานอกจากความทรงจำว่า เรารักกันนะ แบกขึ้นรถ ยายก็หัวเราะ พูดคุยกับตาก็เต็มไปด้วยความสุข ทำอาหารให้กินก็บรรจงทำอย่างปราณีตทุกอริยาบท มาจากเพราะฉันรักเธอ ฉันรักสิ่งที่ฉันทำ โลกเอ่ยโปรดทราบเถิดว่าความสุขของคนไม่ได้อยู่ที่สารพัดปัจจัยแวดล้อมดอก มันมากจากหัวใจที่เลือกที่จะรักใคร รักอะไร และมันรักมากพอไหม ? (คนในภาพไม่ใช่คนในเรื่องครับ คนในภาพอยู่ชัยนาท เค้ารักกันมากพอ ๆ กะคนในเรื่องแหละ แต่ผมไม่ได้ทราบรายละเอียดเท่าคนในเรื่อง) เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาต่อภาคสอง ของเนื้อหาอีกคู่นึง ที่เป็นคนในเรื่องของวิดิทัศน์ที่จะถ่ายทำอาทิตย์หน้า(ความรักที่เคลื่อนพลังแห่งการกอบกู้ชายอันเป็นที่รักที่เสียชีวิตไปแล้วสามชั่วโมงให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง)