วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าจากบ้านนอก...ก็อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วนี่

 


14  พฤษภาคม  2005
ก็อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วนี่

                ขณะที่ผมดูแลพี่น้องที่คริสตจักรความหวังหล่มสัก  มีคริสตจักรและพี่น้องในความดูแลเพิ่มเติมคือ อ.เขาค้อ อ.หล่มเก่าและ อ.น้ำหนาว  ใน จำนวน 3 อำเภอที่ดุแลมีน้ำหนาว เป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลที่สุดไกลกว่า 100 กม เป็นอำเภอที่แปลกกว่าอำเภออื่นในความดูแล เมืองที่ไม่ค่อยมีคนในวัยทำงานมากนักเพราะคนวัยทำงานจะไม่อยู่บ้าน เพราะเมื่ออดีตน้ำหนาวเป็นเมืองที่ปลูกขิงปลูกข้าวโพดได้ดี  แต่เนื่องจากเหตุผม  หน้า ดินตื้นเมื่อปลูกหลายปีเข้าดินก็หมดแรธาตุและคุณค่าเพียงพอในการเพาะปลูกจึง ต้องหยุดอาชีพการเกษตรเข้ากทม.เพื่อทำงานก่อสร้างที่เหลืออยู่ใน อ.น้ำหนาวก็จะเป็นสูงอายุและเด็กในวัยเรียนเท่านั้น  เรามีพี่น้องที่ผูกพันตัวที่นั่น  18 ท่าน เป็นผู้สูงอายุล้วน ( ไม่รวมคริสตจักรเด็ก ) แต่ท่านเหล่านี้มีความรัก ความห่วงใย มีน้ำใจต่อผู้รับใช้พระเจ้าเสมอ
ทุก ครั้งที่ผมไปนมัสการที่นั่น ในทุกเย็นวันอาทิตย์ 19.00-21.00 น. ผมจะไปถึงประมาณ 16.30 น. เพื่อเยี่ยมเยียนพี่น้องที่บ้านบ้าง ไปประกาศบ้าง พี่น้องที่นั่นก็จะเตรียมอาหารอย่างดีที่สุดเท่าที่จะหามาได้คอยต้อนรับ
มีข้าวไร่ที่เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อมสั้นไม่เหนียวติดมือเหมือนข้าวเหนียวทั่วไป
 แต่กลิ่นหอมเหมือนข้าวซ้อมมือ เมล็ดนิ่ม  ทานกับอะไรก็อร่อย 
กับข้าวก็จะเป็นของในป่านั่นแหละ
เช่น หมกอีปุ่ม ( ลูกอ๊อดกบหงอนหรือกบป่า ลูกอ๊อดกบหงอนตัวใหญ่กว่าหัวแม่มือเสียอีก  )
ต้มยำปลาช่อนกั้ง ( ปลาช่อนป่าตัวจะเล็กกว่าช่อนที่เราเห็น ) 
บึ้งย่าง ( แมลงมุมคล้ายทาแรนทูราตัวใหญ่มากนี่อร่อยที่สุด )
 ....  แล้วถ้าผมว่าอร่อยนะทุกท่านเชื่อได้เลย  อร่อยจริง ๆ
ก็เพราะพี่น้องเป็นผู้สัดทัดการหาของป่าล่าสัตว์นี่แหละที่เกิดเรื่องเกิดราว 
บ้านพี่น้องอยู่ในป่าอยู่แล้ว  มีผู้ชำนาญและเป็นพรานป่าอยู่ท่านหนึ่งซื่อ”  ลุงแพง
  ภรรยาชื่อ คุณยายคำภา”  ชอบพาทีมเข้าป่าล่าสัตว์ ก็ไม่ใช่สัตว์ใหญ่หรอก
ก็เป็นพวกนก แย้ บึ้ง อีปุ่ม ไก่ หรืออื่น ๆ เพราะถ้าล่าสัตว์ใหญ่เดี๋ยวโดนจับ
 แหมบางทีก็เพลินเข้าป่าเป็นอาทิตย์ลืมวันอาทิตย์ก็มี  น่าจับมาตีก้นจริง ๆ 
.....วันหนึ่งผมได้ทราบข่าวจากพี่น้องว่าตาแพงอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช หล่มเก่า
ถูกช้างป่าชนที่ป่าน้ำหนาว  ผมรีบไปทันที พอเข้าไปที่ห้อง
ที่เตียงผู้ป่วยตาแพงเห็นผมก็เรียกเสียงดัง ดึงแขนผมเข้าไปกอดบอกว่า
ผมคงอยู่ไม่นานดอกอาจารย์
  แล้วร้องไห้ ผมอธิษฐานเผื่อถามอาการบอกว่า  เมื่อเดินทางเข้าป่าพร้อมญาติ ๆ 
ผมหลับตานึกดูผมคิดออกแล้ว
....ครั้งหนึ่งผมเคยถามว่าตาเข้าป่าน้ำหนาวเดินทางไปอย่างไร 
ตาแพงบอกว่า ก็เดินตามด่านช้างผ่านเพราะเมื่อช้างเดินทางไปทางไหนมันจะเดินทางนั้นตลอด  และแต่ละที่ช้างจะพาไปแหล่งอาหารและเราจะพบสัตว์ที่เราต้องการล่า
“  อ้าวแล้วถ้าเจอช้างหละ”  ตาแกก็บอกด้วยกระหยิ่มใจในความสามารถว่า 
ก็พีกมันสิ หมายความก็หลีกมันสิเพราะช้างตัวใหญ่เราเห็นมันก่อนวิ่งหลบข้าง ๆ
มันสิบ่เฮ็ดหยัง (มันจะไม่ทำอะไร)
ยกเว้นไอ้พวกฮุขี้ดำ”  ( ภาษาแกนั่นแหละ ) พวกนี้ดุมาก 
........แล้วก็ไอ้ที่เจอก็ไอ้พวกนี้แหละ  หลาน ๆ เล่าให้ฟังว่าก็เดินขึ้นเนินใกล้แหล่งน้ำ
ที่จะไปหาของป่าแล้ว  ปรากฏว่าช้างเดินลงเนินสวนลงมา
ตาแพงก้มหน้าเดินนำหน้า หลาน ๆเห็น เรียกให้หลบ 
ด้วยเพราะตาอายุมากหูก็ตึงไม่ได้ยินยังเดินต่อ  หลานเขยวิ่งไปฉุดแขนหลบ 
ช้างวิ่งสวนด้วยอาการป้องกันตัววิ่งมาเฉี่ยวคุณตากระเด็นไปชนต้นไม้แล้ววิ่งเตลิดไป 
สะโพกตาแพงแตก สลบไม่ได้สติ  หลาน ๆ หามออกมาส่งโรงพยาบาล  อาการคือเหมือนเป็นอัมพาตครึ่งตัว    วันนั้นผมถามหมอบอกว่าโอกาสหายมีสูงเพราะไขสันหลังไม่ขาด 
จึงบอกตาแพงให้สบายใจตามที่หมอบอก
 “ไม่ตายหรอกครับคุณตา (ปลอบแก เพราะแกร้องไห้ ภรรยาบอกว่าครั้งแรกที่เห็นตาร้องไห้เป็น)
แต่ต้องให้แพทย์รักษา เชื่อฟังแพทย์ ผมพยายามปลอบและให้เชื่อ
 เมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นผมก็ขับรถไปส่งที่บ้านน้ำหนาว  ก็อาการดีเหมือนจะหายวันหายคืนก็เลยนอนใจ  ปีใหม่  2001 ผมก็ฉวยโอกาสฤดูท่องเที่ยว เอามะขามจากสวนไปขายที่เขาค้อ
 5 วันแรกของปี ผมขายมะขามดีมากขายได้วันละกว่าหมื่นบาท
ขอเวลาพักพี่น้อง 5 วัน ขึ้นเขาขายมะขาม  แตช่วงปีนั้นที่ตรงนั้นไม่มีคลื่นโทรศัพท์
ยุคนั้นระบบโทรศัพท์ดีแทคมีระบบฝากข้อความ  เหตุเกิดเพราะระบบนี้แหละ 
ด้วยพี่น้องน้ำหนาวมีข้อสะเทือนใจว่าเคยมีพี่น้องคริสเตียนตายแล้วไม่มีอาจารย์มาประกอบพิธีศพ  ผมก็เคยบอกย้ำว่า
ให้พี่น้องรู้เลยว่า อย่างไรผมก็ต้องมา ถ้ารู้ไม่มีอาจารย์คนไหนไม่มา  ที่ไม่มาก็เพราะไม่รู้
 ชาวบ้านมักจะทึกทักเอาว่าเรารู้เองโดยญาณวิเศษ 
วางมือหายโรคได้ ขับผี ได้ เผยพระวจนะได้ อาจารย์ต้องเข้าฌานได้แหง
ผมเลยให้เบอร์โทรศัพท์ไว้  ทั้งเบอร์ผม เบอร์ภรรยา เบอร์พี่น้องอื่น ๆ ที่ในเมือง
ส่วนที่น้ำหนาวมีตู้โทร 1 ตู้ โทรได้เลย  ก่อนไปผมสอนก็บอกวิธีโทรเสร็จศัพท์ 
หลายวันผ่านไป เรื่องเกิดเพราะตาแพงชิงไปอยู่กับพระเจ้า 
ที่จริงจะหายแล้วเพราะหมอให้กลับบ้านได้ 
แต่ที่ตาแพงจากไปเพราะน่าจะเป็นเพราะคนหลังหักเขาห้ามเคลื่อนย้าย 
ชาวบ้านคงเคลื่อนย้ายผิดวิธี  แล้วก็คงเรื่องนวดเฟ้นจับเส้นเข็นกระดูกกระมัง 
พอตาไปอยู่กับพระเจ้าหยุดลมหายใจ 
พี่น้องคนหนึ่งท่าทางก็ชำนาญกว่าใครก็ไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์ประจำหมู่บ้าน
กดโทรเข้าเบอร์ผมเลยทันทีตามที่สอนทุกอย่าง   01-5348064  เบอร์อาจารย์ 
มีเสียงตอบทันทีครับว่า
สวัสดีครับ ขณะนี้ผมไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้กรุณาฝากเข้าความของท่านไว้หลังจากได้ยินเสียงสัญญาณนี้”  ตึ๊ด 
พี่น้องท่านนั้นก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมหละ นั่น เสียงอาจารย์ชัดแจ๋วแหว๋ว
พูดสวนลงไปทันที เพราะไม่เคยใช้โทรศัพท์ เขินที่จะพูดนาน ๆ พูดไปทันทีว่า
“  ฮาโล  อาจารย์ตี  ตาแพงตายแล้วเด๋อ เอาศพไว้บ้านแล้วอิให้หมู่พวกข้อยเฮ็ดอิหยังอย่างได๋  ฟ้าวมาเด๋อคะ พระเจ้าอวยพร ” 
( แปลว่าอาจารย์เหรอ ตาแพงตายแล้วนะ เอาศพๆไว้ที่บ้าน  จะให้พวกเราทำอย่างไร  ให้รีบขึ้นมาเร็ว  พระเจ้าอวยพร เด๋อคะ..)  
อย่างนี้แล้วใครจะไปรู้;ตาแพงตายแล้ว ล่วงหลับไปแล้ว Mailbox 1602 ตอนนั้นจะเปิดใช้ต้องเสีย หลายบาท ประจวบกับขายมะขามดี ไม่ได้เติมเงินโทรศัพท์อีก เปิด Mailbox ไม่ได้
อี ก 5 วันขึ้นมา ทำโบสถ์ พี่น้องงอนกันทั้งหมู่บ้าน บอกว่า
อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วทำไมไม่มา
ผมก็บอกว่าไม่ได้รับ หนูนิดคนที่ไปโทรก็ยืนยันว่า
หนู ได้ยินเสียงอาจารย์ชัด พูดว่าขณะนี้ผมรับสายไม่ได้ นั่นไงอาจารย์ยังพูดว่ารับสายไม่ได้ หนูรีบพูดสวนไปกลัวอาจารย์ไม่ฟัง ว่าตาแพงตายแล้ว คนตายท้ๆ อาจารย์จะรีบวางสายทำไม
ผมก็อธิบายเสียยืดยาว เป็นปีพี่น้องก็ยังไม่เข้าใจ งอนอยู่นาน  เป็นปี ๆ  เออ ป่านนี้คงเข้าใจแล้วมั้งมีโทรัพท์ครบทุกบ้านแล้วนี่ คราวนี้เป็น Msn แล้วไม่มี Mailbox 1602