14 พฤษภาคม 2005
ก็อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วนี่
ขณะที่ผมดูแลพี่น้องที่คริสตจักรความหวังหล่มสัก มีคริสตจักรและพี่น้องในความดูแลเพิ่มเติมคือ อ.เขาค้อ อ.หล่มเก่าและ อ.น้ำหนาว ใน จำนวน 3 อำเภอที่ดุแลมีน้ำหนาว เป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลที่สุดไกลกว่า 100 กม เป็นอำเภอที่แปลกกว่าอำเภออื่นในความดูแล เมืองที่ไม่ค่อยมีคนในวัยทำงานมากนักเพราะคนวัยทำงานจะไม่อยู่บ้าน เพราะเมื่ออดีตน้ำหนาวเป็นเมืองที่ปลูกขิงปลูกข้าวโพดได้ดี แต่เนื่องจากเหตุผม หน้า ดินตื้นเมื่อปลูกหลายปีเข้าดินก็หมดแรธาตุและคุณค่าเพียงพอในการเพาะปลูกจึง ต้องหยุดอาชีพการเกษตรเข้ากทม.เพื่อทำงานก่อสร้างที่เหลืออยู่ใน อ.น้ำหนาวก็จะเป็นสูงอายุและเด็กในวัยเรียนเท่านั้น เรามีพี่น้องที่ผูกพันตัวที่นั่น 18 ท่าน เป็นผู้สูงอายุล้วน ( ไม่รวมคริสตจักรเด็ก ) แต่ท่านเหล่านี้มีความรัก ความห่วงใย มีน้ำใจต่อผู้รับใช้พระเจ้าเสมอ
ทุก ครั้งที่ผมไปนมัสการที่นั่น ในทุกเย็นวันอาทิตย์ 19.00-21.00 น. ผมจะไปถึงประมาณ 16.30 น. เพื่อเยี่ยมเยียนพี่น้องที่บ้านบ้าง ไปประกาศบ้าง พี่น้องที่นั่นก็จะเตรียมอาหารอย่างดีที่สุดเท่าที่จะหามาได้คอยต้อนรับ
มีข้าวไร่ที่เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อมสั้นไม่เหนียวติดมือเหมือนข้าวเหนียวทั่วไป
แต่กลิ่นหอมเหมือนข้าวซ้อมมือ เมล็ดนิ่ม ทานกับอะไรก็อร่อย
กับข้าวก็จะเป็นของในป่านั่นแหละ
เช่น หมกอีปุ่ม ( ลูกอ๊อดกบหงอนหรือกบป่า ลูกอ๊อดกบหงอนตัวใหญ่กว่าหัวแม่มือเสียอีก )
ต้มยำปลาช่อนกั้ง ( ปลาช่อนป่าตัวจะเล็กกว่าช่อนที่เราเห็น )
บึ้งย่าง ( แมลงมุมคล้ายทาแรนทูราตัวใหญ่มากนี่อร่อยที่สุด )
.... แล้วถ้าผมว่าอร่อยนะทุกท่านเชื่อได้เลย อร่อยจริง ๆ
ก็เพราะพี่น้องเป็นผู้สัดทัดการหาของป่าล่าสัตว์นี่แหละที่เกิดเรื่องเกิดราว
บ้านพี่น้องอยู่ในป่าอยู่แล้ว มีผู้ชำนาญและเป็นพรานป่าอยู่ท่านหนึ่งซื่อ” “ลุงแพง”
ภรรยาชื่อ “คุณยายคำภา” ชอบพาทีมเข้าป่าล่าสัตว์ ก็ไม่ใช่สัตว์ใหญ่หรอก
ก็เป็นพวกนก แย้ บึ้ง อีปุ่ม ไก่ หรืออื่น ๆ เพราะถ้าล่าสัตว์ใหญ่เดี๋ยวโดนจับ
แหมบางทีก็เพลินเข้าป่าเป็นอาทิตย์ลืมวันอาทิตย์ก็มี น่าจับมาตีก้นจริง ๆ
.....วันหนึ่งผมได้ทราบข่าวจากพี่น้องว่าตาแพงอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช หล่มเก่า
ถูกช้างป่าชนที่ป่าน้ำหนาว ผมรีบไปทันที พอเข้าไปที่ห้อง
ที่เตียงผู้ป่วยตาแพงเห็นผมก็เรียกเสียงดัง ดึงแขนผมเข้าไปกอดบอกว่า
“ผมคงอยู่ไม่นานดอกอาจารย์”
แล้วร้องไห้ ผมอธิษฐานเผื่อถามอาการบอกว่า เมื่อเดินทางเข้าป่าพร้อมญาติ ๆ
ผมหลับตานึกดูผมคิดออกแล้ว
....ครั้งหนึ่งผมเคยถามว่าตาเข้าป่าน้ำหนาวเดินทางไปอย่างไร
ตาแพงบอกว่า “ก็เดินตามด่านช้างผ่านเพราะเมื่อช้างเดินทางไปทางไหนมันจะเดินทางนั้นตลอด และแต่ละที่ช้างจะพาไปแหล่งอาหารและเราจะพบสัตว์ที่เราต้องการล่า”
“ อ้าวแล้วถ้าเจอช้างหละ” ตาแกก็บอกด้วยกระหยิ่มใจในความสามารถว่า
“ก็พีกมันสิ” หมายความก็หลีกมันสิเพราะช้างตัวใหญ่เราเห็นมันก่อนวิ่งหลบข้าง ๆ
“มันสิบ่เฮ็ดหยัง” (มันจะไม่ทำอะไร)
“ยกเว้นไอ้พวกฮุขี้ดำ” ( ภาษาแกนั่นแหละ ) พวกนี้ดุมาก
........แล้วก็ไอ้ที่เจอก็ไอ้พวกนี้แหละ หลาน ๆ เล่าให้ฟังว่าก็เดินขึ้นเนินใกล้แหล่งน้ำ
ที่จะไปหาของป่าแล้ว ปรากฏว่าช้างเดินลงเนินสวนลงมา
ตาแพงก้มหน้าเดินนำหน้า หลาน ๆเห็น เรียกให้หลบ
ด้วยเพราะตาอายุมากหูก็ตึงไม่ได้ยินยังเดินต่อ หลานเขยวิ่งไปฉุดแขนหลบ
ช้างวิ่งสวนด้วยอาการป้องกันตัววิ่งมาเฉี่ยวคุณตากระเด็นไปชนต้นไม้แล้ววิ่งเตลิดไป
สะโพกตาแพงแตก สลบไม่ได้สติ หลาน ๆ หามออกมาส่งโรงพยาบาล อาการคือเหมือนเป็นอัมพาตครึ่งตัว วันนั้นผมถามหมอบอกว่าโอกาสหายมีสูงเพราะไขสันหลังไม่ขาด
จึงบอกตาแพงให้สบายใจตามที่หมอบอก
“ไม่ตายหรอกครับคุณตา” (ปลอบแก เพราะแกร้องไห้ ภรรยาบอกว่าครั้งแรกที่เห็นตาร้องไห้เป็น)
“แต่ต้องให้แพทย์รักษา เชื่อฟังแพทย์” ผมพยายามปลอบและให้เชื่อ
เมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นผมก็ขับรถไปส่งที่บ้านน้ำหนาว ก็อาการดีเหมือนจะหายวันหายคืนก็เลยนอนใจ ปีใหม่ 2001 ผมก็ฉวยโอกาสฤดูท่องเที่ยว เอามะขามจากสวนไปขายที่เขาค้อ
5 วันแรกของปี ผมขายมะขามดีมากขายได้วันละกว่าหมื่นบาท
ขอเวลาพักพี่น้อง 5 วัน ขึ้นเขาขายมะขาม แตช่วงปีนั้นที่ตรงนั้นไม่มีคลื่นโทรศัพท์
ยุคนั้นระบบโทรศัพท์ดีแทคมีระบบฝากข้อความ เหตุเกิดเพราะระบบนี้แหละ
ด้วยพี่น้องน้ำหนาวมีข้อสะเทือนใจว่าเคยมีพี่น้องคริสเตียนตายแล้วไม่มีอาจารย์มาประกอบพิธีศพ ผมก็เคยบอกย้ำว่า
“ ให้พี่น้องรู้เลยว่า อย่างไรผมก็ต้องมา ถ้ารู้ไม่มีอาจารย์คนไหนไม่มา ที่ไม่มาก็เพราะไม่รู้”
ชาวบ้านมักจะทึกทักเอาว่าเรารู้เองโดยญาณวิเศษ
วางมือหายโรคได้ ขับผี ได้ เผยพระวจนะได้ อาจารย์ต้องเข้าฌานได้แหง
ผมเลยให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ ทั้งเบอร์ผม เบอร์ภรรยา เบอร์พี่น้องอื่น ๆ ที่ในเมือง
ส่วนที่น้ำหนาวมีตู้โทร 1 ตู้ โทรได้เลย ก่อนไปผมสอนก็บอกวิธีโทรเสร็จศัพท์
หลายวันผ่านไป เรื่องเกิดเพราะตาแพงชิงไปอยู่กับพระเจ้า
ที่จริงจะหายแล้วเพราะหมอให้กลับบ้านได้
แต่ที่ตาแพงจากไปเพราะน่าจะเป็นเพราะคนหลังหักเขาห้ามเคลื่อนย้าย
ชาวบ้านคงเคลื่อนย้ายผิดวิธี แล้วก็คงเรื่องนวดเฟ้นจับเส้นเข็นกระดูกกระมัง
พอตาไปอยู่กับพระเจ้าหยุดลมหายใจ
พี่น้องคนหนึ่งท่าทางก็ชำนาญกว่าใครก็ไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์ประจำหมู่บ้าน
กดโทรเข้าเบอร์ผมเลยทันทีตามที่สอนทุกอย่าง 01-5348064 เบอร์อาจารย์
มีเสียงตอบทันทีครับว่า
“สวัสดีครับ ขณะนี้ผมไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้กรุณาฝากเข้าความของท่านไว้หลังจากได้ยินเสียงสัญญาณนี้” ตึ๊ด
พี่น้องท่านนั้นก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมหละ นั่น เสียงอาจารย์ชัดแจ๋วแหว๋ว
พูดสวนลงไปทันที เพราะไม่เคยใช้โทรศัพท์ เขินที่จะพูดนาน ๆ พูดไปทันทีว่า
“ ฮาโล อาจารย์ตี ตาแพงตายแล้วเด๋อ เอาศพไว้บ้านแล้วอิให้หมู่พวกข้อยเฮ็ดอิหยังอย่างได๋ ฟ้าวมาเด๋อคะ พระเจ้าอวยพร ”
( แปลว่าอาจารย์เหรอ ตาแพงตายแล้วนะ เอาศพๆไว้ที่บ้าน จะให้พวกเราทำอย่างไร ให้รีบขึ้นมาเร็ว พระเจ้าอวยพร เด๋อคะ..)
อย่างนี้แล้วใครจะไปรู้;ตาแพงตายแล้ว ล่วงหลับไปแล้ว Mailbox 1602 ตอนนั้นจะเปิดใช้ต้องเสีย หลายบาท ประจวบกับขายมะขามดี ไม่ได้เติมเงินโทรศัพท์อีก เปิด Mailbox ไม่ได้
อี ก 5 วันขึ้นมา ทำโบสถ์ พี่น้องงอนกันทั้งหมู่บ้าน บอกว่า
“อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วทำไมไม่มา”
ผมก็บอกว่าไม่ได้รับ หนูนิดคนที่ไปโทรก็ยืนยันว่า
“หนู ได้ยินเสียงอาจารย์ชัด พูดว่าขณะนี้ผมรับสายไม่ได้ นั่นไงอาจารย์ยังพูดว่ารับสายไม่ได้ หนูรีบพูดสวนไปกลัวอาจารย์ไม่ฟัง ว่าตาแพงตายแล้ว คนตายท้ๆ อาจารย์จะรีบวางสายทำไม”
ผมก็อธิบายเสียยืดยาว เป็นปีพี่น้องก็ยังไม่เข้าใจ งอนอยู่นาน เป็นปี ๆ เออ ป่านนี้คงเข้าใจแล้วมั้งมีโทรัพท์ครบทุกบ้านแล้วนี่ คราวนี้เป็น Msn แล้วไม่มี Mailbox 1602