วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วม

น้ำท่วมเป้นเรื่องที่คนในอดีตรู้จักกันมานานแต่ เท่าที่มีประสบการณ์
ความรุนแรงของสายน้ำไม่ได้ทำอันตรายกับ ชีวิตและทรัพย์สิน นัก
ก็น่าจะเป้นเพราะ เราเองก็ไม่ไปเปลี่ยนแปลงทางน้ำ ตัดต้นไม้ สร้างบ้าน
บนที่ลาดเอียง ที่จริงพื้นที่ลาดเอียง 45 องศา เค้าไม่ออกโฉนด
ก็น่าจะหมายถึง เราก็ไปครอบครองไม่ได้ นะ เออ กม.ไทยนี่
มีไว้เพื่อเลือกปฎิบัติไม่ได้มีไว้บังคับใช้ ..จึงแน่ใจว่าฝนชุกเมื่อไหร่
โอกาสดินสไลด์ก็เมื่อนั้น(ฝนตกเกินสี่ห้าวันก็ทุกที)...คนใต้โอกาสสูง
เพชรบูรณ์นี่ไม่มีอย่างนี้มาสัก 11 ปีแล้วมั้ง ...พวกเราตระหนักถึงพิษสง
ฝนตกหนักเมื่อไหร่ ขอพระเจ้าให้ตก สามวัน เว้นสักสองวัน จะอธิษฐานขอ
ไม่ให้ฝนตกก็สวนกับระบบ ฤดูกาล ครับ ตกติดต่อเมื่อไหร่ก็เรียกประชุม
อธิษฐานกันเมื่อนั้น ก็ได้ผลมา 11 ปีแล้ว (จว.อื่นลองดูบ้างนะครับ)
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อปี 2540 หรือปี 1997เพชรบูรณ์ น้ำท่วมหนัก ติดต่อกัน
สามปี เชียว น้ำป่าทะลัก คนเสียชีวิตทีละเป็นร้อย หมู่บ้านหายไปเป็นหมู่บ้าน
สถานการณ์อย่างนี้ คนจะตื่นตระหนก ยิ่งตระหนกยิ่งมีโอกาสพลาดเสียทรัพย์
และชีวิต ...เมื่อครั้งบ้านน้ำก้อใหญ่ โดนถล่ม ผมรีบเข้าไปในพื้นที่ดิ่งไปที่
บ้านพี่น้องคริสเตียน ตลอดทางที่ผ่านซากบ้านเรือน การเก็บศพผู้เสียชีวิต
กลิ่นโคลน ของเน่าเสียคลุ้งไปทั้งตำบล แต่อัศจรรย์ที่ บ้านของ คุณอุ้ย สร้อยสนธิ์
ผป.คจ.หล่มสัก แห้ง แยกอาณาบริเวณปลอดภัยอย่างเป็นได้ชัด
ปลอดภัยกันทั้งบ้าน ..ผมถามเขาว่า
"เล่าให้ฟังหน่อยว่าไหงทำได้อย่างนี้"
เค้าบอกว่า
"คืนนั้นเราก็นอนหลับปกติ พอประมาณสักตีสอง เสียงเหมือน
ฝูวช้าวป่า วิ่งผ่าภูเขาลงมายังหมู่บ้าน เสียงต้นไม้หัก เสียงกินก้อนมหึมา
กลิ้งลงเนินเขา ทุกคนในบ้านตื่นตระหนก และออกมาดูที่ระเบียงบ้าน
ตอนนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย ลงจากบ้านก็ไม่ได้เพราะน้ำเชี่ยว
และต้นไม้ ท่อนซุง ก้อนหิน พล่านไปหมด เสียงร้องอื้ออึงทั้งหมู่บ้าน
ท่ามกลางเสียงเสาบ้านหักโค่น หลังคาสังกะสี พาดลงพื้นน้ำ มีกอไผ่
กอใหญ่กอหนึ่งที่หน้าบ้านตรงร้านตัดผมของคุณอุ้ย ถูกถอนรากถอนโคน
แล้วก็กลิ้งขลูก ๆ มาขวางถนนลาดยางตรงหน้าบ้าน ซึ่งบัดนี้ถนนคือทางน้ำ
ที่เชี่ยวกราก เส้นทางที่น้ำพาเอาหิน ต้นไม้ และความหายนะลงมา
สู่หมู่บ้าน เจ้ากอไผ่นั้นล้มแล้วก็กลิ้ง ปลายกอไผ่ แหย่เข้ามาที่ใต้ถุนบ้าน
ยัดดันรถกระบะ ที่เพิ่งซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จากการตัดผมและเลี้ยงวัวฝูง
ลอยขึ้นเหนือน้ำรถพ้นน้ำ ..โคนกอไผ่ไปติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ น้ำป่าที่พุ่งตรง
จากภูเขาลงมาที่บ้านคุณอุ้ยก็ถูกกอไผ่นี้กั้นเบี่ยงไหลทะลักลงไหล่ทาง
เข้าสวนตรงด้านทิศเหนือบ้านก็เลยปลอดภัย
...ขอบคุณพระเจ้า" เค้าเล่าเรื่องด้วยความรู้สึก
ถึงพระคุณและการช่วยกู้ของพระเจ้า

สดด 91:4 พระองค์จะทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์และท่านจะลี้ภัยอยู่ใต้ปีกของพระองค์
ความสัตย์สุจริตของพระองค์เป็นโล่และเป็นดั้ง
5 ท่านจะไม่กลัวความสยดสยองในกลางคืนหรือกลัวลูกธนูที่ปลิวไปในกลางวัน
6 หรือโรคภัยที่ไล่มาในความมืดหรือโรคซึ่งทำลายในเที่ยงวัน
7 พันคนจะล้มอยู่ที่ข้างๆท่านหมื่นคนที่มือขวาของท่านแต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน
8 ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้นและเห็นการตอบแทนแก่คนอธรรม

จังหวะแห่งความตืนตระหนก ผู้เลี้ยง ศิษยาภิบาล มีผลกับขวัญกำลังใจมาก ครับ
ถ้าเราถึงตัวพี่น้องได้เร็วเท่าไหร่ พี่น้องก็พร้อมจะสู้ และกอบกู้สถานการณ์ได้ทันที
หลายครั้งที่ผมต้องเอา เจ้าขวดน้ำอัดลม(ที่บ้านขายของที่โรงเรียนจึงมีเยอะมาก)
ผูกทำเป็นแพ โดยนใส่รถกระบะ แล้วโทรเช็คเส้นทาง หรือบางทีก็โทรศัพท์ใช้ไม่ได้
ก็เอา ตร.(ในโบสถ์) ไปด้วยวิทยุขอเส้นทาง เข้าพื้นที่ (ถ้าใครเคยอ่านเรื่องที่ผมเขียน
จะรู้จักวิธีแต่งรถลุยน้ำลึก) พอไปถึงจุดที่รถเข้าไปไม่ได้ก็เอาแพขวดน้ำลง
แล้วก็ลุยลาก เสบียงและอุปกรณ์สนับสนุนไปช่วยเหลือพี่น้อง ไอ้ที่จริง
ก็แค่อาหารไม่กี่มื้อ (มีครั้งหนึ่งพี่น้องติดแหง็ก มีแต่ข้าวเปล่ากับมะละกอต้มเป็นอาหาร)
เอาคีมไปตัดสายไฟที่แช่น้ำ ตั้งระบบไฟใหม่ (ศบ.ตจว.ควรทำเป็น)
ไปยืนยิ้ม ฟังพี่น้องเล่าเรื่องตื่นเต้น ยกมืออธิษฐานเผื่อ แล้วก็กลับ
หลังจากครั้งเดียวที่เราเข้าไป ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นเขาดูแลตนเองได้แน่นอน
เพราะขนาดผมยังเข้าไปถึงตัวพี่น้องได้ แข้งดี ขาแข็งแรง หรือจะทำไม่ได้
อ้อ เจ้าเรือพลาสติคที่พี่น้อง กทม.ถวายไปให้ผมใช้กู้ภัยนั่นดีนะครับ
แต่ทำได้แค่ลากแล้วเราต้องว่ายน้ำจูงมันไป ขืนนั่งคว่ำแหงแก๋ เพราะเรือ
ไม่ได้ถูกสร้างเมื่อสำหรับน้ำเชี่ยว เคยเอาไปช่วยคนครั้งหนึ่ง แทบเอาเรือ
ทิ้งไว้ตรงนั้นเลยเชียว ตอนพายตามน้ำก็ดีหรอก แต่ ตอนขากลับพายขึ้นน้ำ
หนักยังกะลากรถสิบล้อ .... :mrgreen: ....

เล่าอดีต ทสู่กันฟังครับ เพราะบรรยากาศน้ำท่วมพามา

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โยนใจข้ามไปก่อนอย่างไรเสียตัวเราก็ต้องตามไป

ยามเข้าฤดูฝนพรำ ๆ
เด็กผู้ชายในชนบทลุ่มแม่น้ำป่าสัก
ก็จะมีกิจกรรมที่สรรสร้าง
เป็นภูมิปัญญาแสนซน
อันส่งทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ยิงนก ตกปลา ลงเบ็ดราว
ขี่ควายยิงหนังสติ๊ก
หรือครึ้มอกครึ้มใจ
ก็ยกพวกขี่หลังควายเป็นฝูง
แบ่งเป็นสองกลุ่ม
เอาดินเหนียวแบบนิ่ม ๆ
ขึ้นหลังเจ้าทุย ไอ้ตู้ อีนาง
ปั้นดินเหนียวกระสุน
พกง่ามหนังสติ๊กเป็นปืนพก
จินตนาการว่าตนเองเป็น บิลลี่ เดอะ คิดตามหนังคาวบอยที่มาฉายกลางแปลง
เมื่อครั้งหน้าหนาว ยิงใส่กันตกหลังควายหัวร้าง ข้างแตก และเมื่อเข้าฤดูฝน กิจกรรมที่ท้าทาย
และเป็นเกมที่เด็กชายใจจดใจจ่ออย่างหนึ่งคือการหาแมงคาม (ภาษาท้องถิ่น)
หรือแมงกว่าง (ภาษาเหนือ) หรือภาษาแปลก ๆ ว่าRhinceros Beetle,Unicorn Beetle , Elephant
ก็แล้วแต่จะเลือกเรียกที่ บ้านวังโป่ง ต.ลานบ่า เมื่อ 40 ปี ก่อนด้วยตัวตำบลห่างไกลจากเมือง 15 กม.
แต่ไม่ค่อยมีรถยนต์มากมายเช้าไปเที่ยว นึง ขากลับเย็นอีกเที่ยวนึง เขตพื้นที่แถวนั้นมีแต่ป่า
คลอง สวน แล้วก็แม่น้ำป่าสัก แมงกว่างแถวนั้นชุมจริง ๆแต่ก็ประหลาดอย่างหนึ่ง คือ เจ้าตัวที่ว่านี่
มักจะอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำก็เพราะว่าชาวบ้านแถวนั้น มักจะสร้างบ้านและที่พักพิงอยู่อีกฟากหนึ่ง
และมีสวนอยู่อีกฟากหนึ่ง สะพานหรอครับไม่ต้องพูดถึง สร้างปีนี้ ปีหน้าพัง ขอรับ
พิษสงความเชี่ยวกรากของแม่น้ำสายนี้ยังคงสร้างผลงานอยู่จนทุกวันนี้    แค่น้ำก็สุด ๆ แล้ว
ไหนจะหอบเอาต้นไม้ ต้นซุงพุ่งตามมาอีกจนแล้วจนรอดยุคนั้นไม่มีสะพาน เมื่อไม่มีสะพาน
 เวลาเด็ก ๆ ผู้ชายที่เขาจะไปจับแมงกว่าง ต้องเป็นคนที่มีสิทธิพิเศษ แข็งแรงเป็นพิเศษ
คือต้องว่ายน้ำเก่งเป็นพิเศษย้ำนะครับต้องเก่ง แข็งแรง ล่ำปึ๊ก เพราะฤดูแมงกว่างคือฤดูน้ำหลาก
เมื่อน้ำหลากแล้วยิ่งต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำป่าสักที่ปริ่มตลิ่ง ไปอีกฝั่งหนึ่ง
ล้วนสำแดงความเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” ของแก๊งค์แสนซนคน ต.ลานบ่า
เท่ซะ ..... เท่ที่เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ข้ามไปได้ เท่ห์อันดับสอง
คือ แมงกว่างของเขาจะตัวใหญ่แข็งแรง เก่ง ชนะของเด็กทุกคน อันนี้ก็เท่ห์
มีเด็กชายคนหนึ่ง อายุ 8 ขวบ เป็นลูกข้าชการครู ตัวเล็กกว่าใครเขา
บ้านอยู่ติดริมแม่น้ำป่าสักด้านชิดหัวฝายกั้นน้ำ วันแล้ววันเล่าที่ตื่นมาแต่เช้าตรู่
มายืนดูเด็กชายที่แข็งแรง คนแล้วคนเล่ากระโดดต้นมะเดื่อ โครม โครม
ลงน้ำข้ามไปยัง ดงสีหวดฟากแม่น้ำฝั่งโน้นแล้วกลับมาด้วยแมงกว่างตัวใหญ่
เต็มพกผ้าข้าวม้าที่คาดเอวทีละคน ๆ วันแล้ววันเล่าสมองน้อย ๆ เริ่มคิดคำนวน
ว่า ทำไมตนเองทำไม่ได้อย่างเขาพ่อก็เคยข้ามไปเอามาให้
ครั้งสองครั้งแล้วในปีนี้ แต่แมงกว่างตัวน้อยที่เลี้ยงบนล้ำอ้อยอันแขวนอยู่ใต้ชายคา 4-5 ตัว
ก็ไม่เก่งกาจพอจะไปต่อสู้โอ้อวดกับเพื่อนฝูงได้ครั้นจะตัดสินใจว่ายน้ำข้ามไปฝั่งนู้น
ก็หันกลับมามองตนเองว่าเป็นเด็กชายรูปร่างเล็ก ๆ อ่อนแอ ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง
อีกทั้งยังจำพิษสงของการจมน้ำเมื่อเดือนเมษายน ที่ท่าน้ำบ้านลุงคำ
ที่แม้ตอนนั้นเป็นฤดูแล้งแท้ ๆ ยังเจอกระแสน้ำวนผลักไปสู่เวิ้งใต้ต้นมะเดือ
จนหมดแรงจมน้ำเกือบเสียชีวิตยังจดจำความทรมานจากการสำลักน้ำ
และการขาดอากาศหายใจได้เป็นอย่างดี...แต่ด้วยใจที่ข้ามไปฟากแม่น้ำฝั่งโน้นแล้ว
ความกระหายอยากได้แมงกว่างที่เก่ง ๆ ตัวใหญ่ปีกอันดำขลับ เสียงร้องอันเชิญชวนของแมงกว่าง
รอยเล็บอันแข็งแรงและการท้าทายของเกมชนแมงกว่างท้าทาย เชิญชวนให้เกิดการแสวงหา
แมลงนักสู้ประเภทนี้มาไว้ในค่ายนักสู้ประจำท่อนอ้อยชายคาบ้านตนเอง
จนตอนบ่ายวันหนึ่ง เด็กน้อยเดินเลาะขึ้นเหนือน้ำท่ามกลางสายลมเย็น ๆ ของฤดูฝน
สายตาจับจ้องระหว่างสายน้ำและดงสีหวดที่อยู่ของแมงกว่างอย่างไม่ลดละ
ข้างหน้าคืออุปสรรคที่ใครต่อใครห้ามปรามว่า

“อย่าข้าม หนูข้ามไม่ได้หรอก เราไม่เหมือนคนอื่นนะ
อยากได้เดี๋ยวให้พี่เขาเอามาให้”

บ้างหละ

“ให้พ่อกลับจากโรงเรียนก่อนเดี๋ยวพ่อข้ามไปเอามาให้”

บ้างหละ

“เอ แล้วทำไม ชีวิตเราต้องยึดอยู่ที่คนอื่น เด็กน้อยคิด ...”

“ทำไม ต้องให้คนมาบอกเราเสมอว่า อะไร ๆ ก็ทำไม่ได้ “

ยิ่งย้อนภาพเห็นแมงกว่างที่เหล่า
พี่ ๆ หรือคุณพ่อเอามาให้ ก็ล้วนเป็นแมงกว่างตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า

“ไอ้จิ ไอ้โค้งน้อย "

ไม่ใช่แมงกว่างนักสู่อย่างที่เขาเรียกว่า

“ไอ้กระทิง” “ไอ้ดำ” “ ไอ้หน้าบาก”

อันสำแดงถึงลักษณะแมลงนักสู้ยามให้ไอ้จิ ไอ้โค้งน้อย ขึ้นสังเวียนก็เป็นที่น่าอับอายขายหน้า
สมองที่คิดไปเรื่อย ๆ สายตาที่มองไปยังฟากน้ำพลันก็เห็นท่อนไม้ที่ลอยมาจากหมู่บ้านต้นน้ำ
มุ่งจากกลางลำน้ำลอยผ่านมาใกล้ตลิ่งแล้วก็วนออกไปเรื่อยๆ สู่กลางลำน้ำและเป็นที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ที่ท่อนไม้ท่อนนั้นไหลข้ามไปยังฝั่งแม่น้ำด้านดงสีหวดท่อนไม้แล้ว กอไม้เล่า ที่ไหลมาวันนั้น
จะวนมาที่ฝั่งนี้ก่อนเพราะเป็นหัวคุ้งน้ำแล้วก็จะไหลข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งตามธรรมชาติของกระแสน้ำ
เด็กน้อยเริ่มทดสอบโดยโยนท่อนไม้ลงไปแม่น้ำข้างหน้า ท่อนไม้จากมือก็ไหลไปกลางน้ำ
และรี่ไปสู่อีกฟากหนึ่งโยนไปอีกท่อนนึง ก็เกิดอาการเดียวกันคือท่อนไม้ที่โยนลงตรงนี้
จะไหลข้ามไปฝั่งดงสีหวดและแล้ว ยุทธการพิชิตแมงกว่างเริ่มต้นขึ้นเด็กชายเปลี่ยนเสื้อผ้า
กระโดดลงแม่น้ำ ณ จุดนั้นประคองตนเองไม่ให้จมน้ำปล่อยให้กระแสน้ำพัดไปอีกฝั่งหนึ่ง
และแล้วความสำเร็จของการข้ามลำน้ำครั้งแรกก็มาถึงเฉกเช่นเดียวกันในยามว่ายกลับมา
เด็กชายก็ทำเช่นเดิมคือ เดินไปหัวคุ้งน้ำแล้วกระโดดลงปล่อยตัวเองตามกระแส
ข้ามมาอีกฟากหนึ่งครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ในใจประกาศก้องว่า

“น้ำป่าสักเอ๋ยฉันพิชิตแกแล้ว”

และจากนั้นเป็นต้นมา แมงกว่างตัวที่ดีที่สุดของหมู่บ้านอยู่ในมือเด็กชายผู้พิชิต
ด้วยทุกเช้ามืดก่อน ใคร ๆ จะตื่นทันผู้พิชิตลำน้ำจะกระโดดไปก่อนใคร ๆ
และแมงกว่างตัวที่ดีที่สุดของดงสีหวดก็จะเป็นของเขาเจ้าดำใหญ่ที่แขวนใต้ชายคาบ้าน
คือเจ้าแห่งแมงกว่าง แชมป์ประจำตำบล ที่ทั้งตำบลไม่มีใครเคยชนะมันเลย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เด็กชายบอกตนเองอยู่เสมอว่า

"ใครก็ตามทำสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ได้ ฉันก็จะต้องทำได้"

ในวัตถุประสงค์เดียวกับที่คนนั้น ๆ ทำได้แม้วิธีการจะแตกต่างกัน นั่นขอเพียงฉันจะโยนใจของฉัน
ข้ามลำน้ำนั้นไปสู่ฟากฝั่งแห่งความตั้งใจ ทุกอุปสรรคที่กั้นขวาง
ไม่มีอุปสรรคใดที่มันไม่มีทางข้าม การมองอย่างจดจ่อและเรียนรู้
จะพบว่าพระเจ้าทรงซ่อนวิธีการของพระองค์ไว้ในอุปสรรคนั้น
และพระองค์จะทรงสำแดงวิธีการที่ทรงซ่อนไว้นั้นให้กับคนที่พร้อมจะเรียนรู้จากมัน

ใจที่มันข้ามไปอยู่อีกฝั่งแห่งนิมิตนั้นแล้ว  อย่างไรเสียเราจะต้องหาวิธีข้ามไปตามหัวใจของเราวางไว้

ยรม 33:3 จงทูลเราและเราจะตอบเจ้าและจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

มงกุฎแห่งความสัตย์ซื่อ

 เมื่อสักสองสามวันมานี้ (เขียนเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๐๑๑)ได้รับโทรศัพท์
ให้แปลนิมิตจาก ผู้รับใช้ ท่านนึงซึ่งไม่มีการเผยนิมิตจจากท่านมานานพอสมควร
ก็ก่อนหน้า ที่การเผยพระวจนะจะกลับมายังพี่เค้าอีกครั้งหนึ่งก็มีการเผย
เรื่องพระเจ้าสำแดงว่า พระองค์จะให้ผลที่เคยเกิดกลับมายังชีวิตพี่เค้าอีกครั้ง
ก็มาตามนั้นนะครับ เป็นเรื่องที่ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า เดิมพี่เค้าธรรมดามาก
แต่พระเจ้าทรงตั้งให้อาจารย์ท่านนี้เป็นผู้เผยพระวจนะประจำ Movement ท้องถิ่น
โดยมีถ้อยคำว่า "ให้เจ้าประจำอยู่บนหอคอยแห่งการอธิษฐาน รับการสื่อสารจากเรา
และแจ้งเรื่องที่เราบอกนั้นกับผู้นำชุมชนของเจ้าเพื่อเขาจะทราบว่า จะต้องทำอย่างไร"
และนับตั้งแต่ถ้อยคำนั้นมาถึง เมื่อสัก ๒ ปีก่อน เวลาอาจารย์เค้าได้รับถ้อยคำ
ตัวเค้าเองมักจะไม่ค่อยรู้ความหมาย แต่เมื่อโทรมาถามผม วิญญาณแห่งพระเจ้า
จะไหลมายังจิตใจและให้ถ้อยคำแปลนิมิตเพื่อผมจะทราบแทบ ๑๐๐%
เมื่อวันสองวันนี้เช่นเดียวกัน อาจารย์และ ศบ.พิจิตร เห็นนิมิตประตูเหล็กบานใหญ่
สนิมเขลอะ สภาพที่ไม่ได้เปิดมานานมาก ..พี่น้องพิจิตรแปลความหมายกันต่าง ๆ นานา
จนโทรมาถามผม เช่นเคย และเมื่อถูกถามก็ต้องสงบนิ่งแล้วค่อย ๆ ไตร่ตรอง
ถ้อยคำแห่งความรู้ได้ให้ถ้อยคำกลับไปว่า "จงย่างเท้าเดินรอบเมือง
แล้วประตูโบราณเมืองพิจิตรที่ปิดอยู่จะเปิดออก เพื่อทุกถิ่นที่เท้าของคนของพระเจ้า
ย่างเท้าเหยียบไป จะถูกจับจองเป็นอาณาบริเวณที่คนเหล่าจะเป็นเจ้าของ"
พี่เค้าทำเลยนะครับเดินอธิษฐานวันแรก ๗ กม.แล้วก็ออกประกาศมีคนรับเชื่อทุกวัน
วันสองคนสามคน (ประกาศคนเดียว) ผลมาทันที พวกเรากำลังรอดูการฟื้นฟู
แต่เท้าพี่เค้านี้พอง เป็นแถบเชียว น่ากลัวคงถอดรองเท้าเดินด้วยซะกระมัง
เพราะตอนนั้นผมบอกว่า จะให้ขลังต้องแบบโมเสส และยาโคป คือ ถอดรองเท้า

เล่าเรื่องใหม่ล่าสุดแล้ว คราวนี้มาอ่านบันทึกเก่าที่เอาลงไว้ใน Biblediscuss.com ไว้นานแล้ว
มีข้อความดังต่อไปนี้นะครับ

มีผู้รับใช้พระเจ้าท่านหนึ่ง ซึ่งตามจริงท่านไม่ได้อยู่ในแผนการณ์ในใจผมเท่าไหร่ตั้งแต่เริ่มงาน
แต่ด้วยจากความสัตย์ซื่อของท่านและประกอบกับอดีตผู้นำเดิมที่อำเภอนั้นเสียสิทธิบุตรหัวปี
วันที่ตัดสินใจเลือกและแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่ง ศิษยาภิบาลที่อำเภอ
วันที่พระเจ้าสำแดงการทรงเลือกเท้าความไปเริ่มแรกกก่อนแล้วกัน คือ
เช้าตรู่วันหนึ่งพี่เค้าถอิกระดาษวาดตัวหนังสือโย้เย้มาให้ดูแล้วบอกว่า
“อาจารย์ค่ะเมื่อเช้าตอน ตี 4 พี่เฝ้าเดี่ยว เห็นนิมิตว่าพระเจ้าทรง
ใช้ปากกาอันใหญ่มโหราฬจุ่มลงทะเล แล้วเขียนอักษร
บนแผ่นดิน อักษรตัวแรกเริ่มต้นขึ้น พี่มองไม่ออกเพราะน่าจะเป็นตัวอักษรอังกฤษ
(พี่เค้าจบ ป.3 แต่พอดีป่วยหนักเลยไม่ได้เรียนเลย อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ )
จึงบอกพระเจ้าว่า พระองค์เจ้าค่ะ ขอทรงโปรดอภัยข้าพระองค์ขอทรงเขียนใหม่อีกครั้ง
แล้วพี่เค้าก็เอากระดาษมาวาดตาม อักษรตัวแรก เป็น เลขศูนย์ครึ่งหนึ่ง แล้วพี่เค้าก็วาดไว้
เอาหละ เลขศูนย์ครึ่งหนึ่ง C แล้วก็อักษรตัวต่อไป
ตัว ร เรือ กลับหัว วาดอกมาเป็น r
แล้วก็เลขศูนย์เต็ม ๆ ตัว o
ตัวต่อไปเปน พ พาน ไม่มีหัว w
แล้วสุดท้ายคือ ท ทหารไม่มีหัวอีกตัวหนึ่ง n
ปะติด ปะต่อ กันเป็น Crown”
รู้แล้วพระเจ้าพูดกับผมแน่เลย ไม่ได้พูดเพียงกับพี่เค้าแล้วแต่ใช้พี่เค้าเป็นกระบอกเสียง
เพื่อนำการกลับใจเรื่องทัศนะการแต่งตั้งในตัวพี่คนนี้
เพราะผมเองยามเลือกและแต่งตั้งคนออกไปดูแล คน.
มักจะมองที่ความรู้ความสามารถ การยอมรับเป็นน้ำหนักแรก ๆ
แต่นี่พี่เค้า จบ ป.3 เป็นคนเข็นขายไอศครีมในตลาด ดูแลฐานภูมิศาสตร์
พูดก็เด๋อ ๆ ด๋า ๆ แต่งตัวแบบชาวบ้าน ๆ มักมาเป็นพยานเรื่อยว่า
เอ ทำไมพี่จึงถูกเขาไล่ออกจากบ้านเวลาไป
ประกาศบ่อย ๆ ที อาจารย์และพี่น้องคนอื่น ๆ จึงไม่โดนนะ
โถ พี่น้องลองหลับตานึกนะครับ พี่เค้าตอนนั้นอายุ 45 ปีแต่ทำตัว 55 ปี
ใส่กางเกงสีน้ำตาลหรือโทนสีนี้ เสื้อสี เทา ๆ บ้าง ขาว ๆ บ้าง คือสมถะสุด ๆ
ผมเผ้าก็ยุ่ง ๆ คือยุ่งเพราะขับมอเตอร์ไซด์ รุ่น 20 ปี ที่แล้ว เข้าบ้านใครก็คิดเอาเองเถอะ
โดนประจำ ทำให้ผมมองไม่เห็นว่าจะใช้พี่เค้านำคริสตจักรได้ แต่พระเจ้าทรงเห็นลึกกว่านั้น
พอวันที่สองต่อจากนิมิตแรกที่ผมก็ งง ๆ กับการเผยพระวจนะแรก
เช้าตรู่อีกวันพระวจนะที่สองมาอีก พี่เค้าก็บอกอีกว่า
“พระเจ้าตรัสตอนเฝ้าเดี๋ยวเป็นพระสุรเสียง ที่ออกเสียงดังนี้นะอาจารย์ ฮอ แนท ตี้
พระเจ้าพูดกับพี่แล้ว พี่ก็ขอให้พระองค์อกเสียงอีกเพื่อพี่จะออกเสียงตาม
จนใกล้เคียงที่สุด ฮอ แนท ตี้ คือแม้ออกเสียงไม่ชัดแต่เสียงข้างในผมขานรับ
คือ Honesty รวมเบ็ดเสร็จสองวันได้ Crown และ Honesty
อีกอาทิตย์นึงต่อมาผมจึงตัดสินใจส่งพี่น้องท่านนี้ไปอยู่ที่อำเภอหนึ่ง
ที่สมาชิกและทีมงานประกอบด้วย ครู พยาบาล นักธุรกิจ
อัศจรรย์พระเจ้าเลือกคน ป.3 ไปดูแล้วคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนคุณภาพของสังคม
ปัจจุบันท่านเกิดผลดีครับสมาชิกให้ความเคารพ สังคมยอมรับ
พี่เค้าถูกเลือกเป็นกรรมการศึกษาของโรงเรียนที่อำเภอนั้นด้วย พระเจ้าใช้ท่านมากขึ้น
เรื่องคุณภาพทางการศึกษาท่านก็เป็น นักศึกา กศน.ของคริสตจักรด้วย(คจ.เปิดศูนย์ กศน.)
และเทอมหน้าก็เข้าหลักสูตร ป.ตรี ของ มศธ.แล้วครับ
อย่างนี้ไม่ใช่เพื่อให้เราวิเศาวิโสกว่าคนอื่นแต่เพื่อพระเจ้าจะใช้เราให้พี่น้องและสังคมได้รับพร
จากประสิทธิภาพชีวิตของคนของพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น
คนคุณภาพอยู่ที่ความสัตย์ซื่อในหัวใจ ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ที่มนุษย์มองเห็น
หากยอมให้พระองค์ใช้และสัตย์ซื่อจนเป็นมงกุฎงาม
พระองค์ทรงสามารถสร้างสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตทุกท่านได้

ขอให้ Crown Of Honesty อยู่ในชีวิตทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

อาจารย์ช่วยเอาไปชนให้หน่อย

เมื่อปลายเดือนกันยายน 2002 ไปประชุม TMC ที่กรุงเทพ
ขาไปได้ผ่านบริเวณหนึ่งคือหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.เลยลำนารายณ์
นึกถึงเมื่อครั้งดูแลอำเภอหล่มสักประมาณปี 2000
ผมพาทีมงาน 12 คน เดินทางไปประชุม BC ตามปกติ
คริสตจักรมีรถของพี่น้องเรียงรายมาให้ใช้ตลอดรถเก๋งบ้าง
รถกระบะบ้าง เก่าบ้างใหม่บ้างแล้วแต่รถใครจะจัดมา
คริสตจักรที่ผมรับใช้ทุกแห่งไม่เคยขาดยานพาหนะที่เหมาะสม
“ฟป.4.19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัด
ที่พวกท่านขาดอยู่นั้นจากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์”
และก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ วันนั้นผมได้รถจากเต็นท์รถมือสองของทีมงาน
( ปัจจุบันเป็นศบ.ความหวังหล่มสัก ) ซื้อมา 3 วันราคา 185,000 บาท
เจ้าของยังไม่เคยใช้เลยเอามาให้ ศบ.เจิมด้วยการพาพี่น้องไป BC
และ ศบ.ก็เจิมจริง ๆ ซะด้วย บริเวณปั๊ม ปตท.ลำนารายณ์
ที่กล่าวข้างต้นเป็นช่วงถนนทำใหม่
สะพานขาดเป็นช่วงๆ แต่ถนน 4 เลน สร้างเกือบหมดแล้ว
เหลือแต่สะพานถนนโล่งมากเลยเพราะเป็นสี่เลน
เราแวะเข้าปั๊ม ปตท.เพื่อเข้าห้องน้ำ
เมื่อ ออกรถก็เลี้ยวซ้ายออกมาเลย ขับเพลินแซงรถพี่น้องความหวังชัยภูมิขึ้นมา
ตามประสาคนขับรถไม่ช้า ความเร็วประมาณออกสตาร์ท 100 กม.ต่อชม.
แต่ปกติไปเร็วกว่านี้ ขับได้สักพักเห็นป้ายว่าถนนปิด เห็นป้ายปุ๊บชนป้ายปั๊บ
ป้ายกระเด็นไปคนละทางอีก 10 เมตร
เจอท่อคอนกรีตที่ยกมาขวางสะพานที่ขาด เบรคไม่อยู่แล้วครับ 100 กม.ต่อ ชม.
20 เมตรยังไงก็ไม่อยู่หลบก็ไม่ได้เพราะรู้ฤทธิ์เดชโตโยต้าไมตี้เอ๊กซ์ว่าหลบแล้วเบรค
รถรุ่นนี้หมุนแน่นอน ประสบการณ์คุมไม่อยู่เคยหมุนมาแล้วที่ อ.วังทอง
ไม่หลบอันตราย มีพี่น้อง 12 ท่านที่เป็นทีมดาวิดอยู่ที่รถโบสถ์เศร้าแน่ถ้าเกิดอะไรขึ้น
ตัดสินใจพุ่งเข้าชนอย่างเดียวครับ เท้ากระทืบ เบรคครั้งที่ 1 เบรค ครั้งที่ 2 เบรคครั้งที่ 3
( เบรค ย้ำ ๆ ๆ คือถ้ารถไม่มี ABS ต้องย้ำเบรคอย่างนี้เพื่อป้องกันล้อล็อค อันตราย )
เสียงล้อรถกระบะครูดกับถนนด้วยแรงเบรค "เอี๊ยด เอี๊ยด ดดดดด โครม"
คือผมย้ำเรคได้ประมาณ สองครั้งเพราะกระชั้นชิดมาก
แล้วหักพวงมาลัยเอาล้อหน้าด้านขวาเข้าชน
โครม แล้วปิดกุญแจดับเครื่อง
ลงมาเช็คพี่น้องหลังรถว่ามีใครร่วงใครหล่น
"ใครเจ็บใครเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า" นั่นคือคำแรกที่ผมเดินอ้อมมาถามที่หลังรถ
แล้วเดินกลับมาเดินมาเช็คที่หน้าเก๋งดูว่าใครหัวใจวายหรือเปล่าเจ็บหรือเปล่า ...
ที่รีบไปข้างหลังเพราะข้างหน้ารู้แล้วว่าปลอดภัยตั้งแต่รถหยุดแล้ว
แต่ข้างหลังเป็นกระบะอันตรายกว่ามาก ขอบคุณพระเจ้าไม่มีใครเป็นอะไร
และก็ขอบคุณพระเจ้าที่อีกไม่ถึง 5 เมตรก็ตกสะพานที่เขาทุบขาดออกจากกันแล้ว.....

"คราวนี้เอาไงกันดี" พี่น้องน้องถามเพราะเค้าคิดว่าผมคงกลับหล่มสักเพราะรถพังแล้ว
แต่ตรงกันข้ามสิ่งทีี่พี่น้องคิด ผมกลับบอกว่า
"ไปประชุมให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะปัญหาพยายามหยุดเรา
อย่าสร้างนิสัยให้ปัญหาหยุดความตั้งใจของเราไม่ว่าเหตุผลใด ๆ "

ผมฝากพี่น้อง 10 คนขึ้นรถพี่น้องชัยภูมิล่วงหน้าไปก่อน
แล้วบอกว่า
“ไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้เช้าอาจารย์จะตามไป” ....
ให้พี่น้องเอารถลากไปเข้าอู่
ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ แล้วซ่อมทั้งคืนบอกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมจะต้องไปประชุม
เพราะครั้งนี้สำคัญอย่างมาก สำคัญเพราะมีนิสัยไม่ยอมแพ้อะไรที่มาขัดขวางความตั้งใจ
ช่างก็ลงมือซ่อมให้ทั้งคืนเพื่อจะเอารถไปกรุงเทพให้ได้
แต่ ช่างบอกว่า
“ไม่น่าไปนะครับเพราะรถไม่สมบูรณ์กลับเพชรบูรณ์ใกล้กว่า ค่อย ๆ ไป รถน้อยกว่า”
เพราะถ้าขับไปก็ต้องขับกลับอีกบรรทุกคนมาอีก
( ตอนกลับผมให้พี่น้องนั่งรถเมล์กลับ )
แต่เมื่อผมยืนช่างก็ตอบสนองทั้งคืน ช่างทำไปแล้วก็บอกให้ผมไปนอนพัก
นอนอย่างไรก็ไม่หลับ เป็นห่วงความรู้สึกเจ้าของรถ
กลัวเสียความมั่นนใจในพระเจ้าว่ายอมเสียสละรถเพื่องานพระเจ้ามาตลอด
ตามจริงเป็นพี่น้องท่านนี้เป็นคนรักและถนอมรถไม่ให้ใครใช้เลย
นอกจากอาจารย์ แต่วันนี้รถซื้อมา 3 วันพังแล้ว
รถที่พังเมื่อไปซ่อมแล้วนำมาขายก็จะมีตำหนิขายไม่ค่อยได้กำไร
ไม่ค่อยสบายใจเพราะปกติจะเป็นคนขับรถไม่พลาด
ทางปิดก็ไม่น่าซุ่มซ่ามขับพรวดพราดเข้าไป
เมื่อนอนไม่หลับก็อธิษฐาน อธิษฐาน
มี เสียงตรัสอย่างชัดเจนด้วยพระสุรเสียงคุ้นเคย มั่นใจ และอบอุ่น
จำได้แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ว่า .....
“ธุระของเจ้าเรารับผิดชอบ....” ( เพราะผมรับผิดชอบธุระที่พระเจ้าใช้ให้ทำ )
ผมนอนหลับไปเลย เช้าช่างก็ทำรถเสร็จช่าง 3 คน ทำงานทั้งคืน
เขียนบิลค่าแรงมาเก็บค่าซ่อมเป็นบิลค่าแรงที่อัศจรรย์ 300 บาท คนละหนึ่งร้อย
พระเจ้าจัดเตรียมช่างฝีมือดีและมีน้ำใจจริง ๆ ช่างบอกว่า
“คุณ ขับรถชนรถพังแถมเป็นรถคนอื่น...แค่นี้ก็เสียใจแย่
แล้วผมจะไปซ้ำเติมคุณก็ กระไรอยู่เอาเป็นว่าช่วยเหลือก็แล้วกัน.
... 300 บาทนี่ก็เอาเป็นค่าชา กาแฟ กระทิงแดงลูกน้อง...”
อย่างนี้ก็มีนะครับ .... มาถึง โฮป พี่น้องที่ส่วน S2
ถวายช่วยมาประมาณ 5,000 บาทช่วยค่าซ่อม
พี่น้องที่คริสตจักรช่วยอีก 8,000 บาท เอากลับไปเข้าอู่ที่หล่มเก่า
ขณะที่รถอยู่ที่อู่ซ่อมพี่น้องก็พูดกันตามประสามนุษย์ว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมก็ยิ้มแล้วก็บอกว่า
“เดี๋ยววันอาทิตย์จะเล่าให้ฟังอย่างชัดเจนว่าเกิดอะไร”
พอวันอาทิตย์ในคำเทศนาด้วยความเชื่อ ความมั่นใจในพระเจ้าผมบอกพี่น้องว่า
ที่รถชนไม่ใช่สาเหตุใดอื่นอย่าสงสัยเลย เหตุผลคือ
“อาจารย์ซุ่มซ่ามเอง...”
แต่เรื่องนี้เป็นธุระพระเจ้าที่จะอวยพระพรให้รถของพี่น้องที่ยอมเสียสละ
เพื่อพระราชกิจพระเจ้าให้รถคันนี้ขายได้ราคาแพงที่สุด
และเร็วที่สุดในบรรดารถทุกคันตั้งแต่พี่น้องของเราท่านนี้ขายรถมือสองมา
อัศจรรย์พระเจ้ารับรองคำพูดคนของพระองค์
อีก 3 วันรถเสร็จออกมาจากอู่โดยความเป็นจริง
รถทุกคันจะจอดขายรอราคากว่า 2 อาทิตย์
ขายกำไรเฉลี่ยคันนึงประมาณ 20,000 บาท
แต่เพราะเราพูดไว้อย่างนั้นพี่น้องก็เลยตั้งราคาสูงเลยคือซื้อมา 185,000 บาท
ตั้งขาย 230,000 บาท กำไร 45,000 บาท ถ้าขายได้ตามนี้
และพระเจ้าก็ทำอัศจรรย์อย่างนั้นจริง ๆ คน อ.ด่านซ้าย
มาขอซื้อแบบไม่ต่อรองสักคำเดียว
เหตุผลเดียวคือชอบมาก ๆ จอด 3 วัน ขายได้กำไร 45,000 บาท
ค่าซ่อม 13,000 บาท พี่น้องช่วยกันถวายอยู่แล้ว ...
เป็นตามนั้นจริง ๆ พี่น้องหล่มสักจำคำพูดผมได้
ทีมงานท่านนี้ก็ซื้อรถมือสองมาขายเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ราคาและขายเร็วเท่าคันนั้นเลย
มีบางคันอยู่นานมากขายไม่ได้สักทีก็เลยเอากุญแจมาให้ผมแล้วบอกว่า
“อาจารย์ช่วยเอาไปชนให้หน่อยจะได้ขายเร็ว ๆ กำไรเยอะๆ “
โถใครจะไปเสี่ยงอีกหละครับคันเดียวพอแล้ว....
แต่ตอนนี้ทีมงานท่านนั้นเลิกขายรถแล้วครับเพราะเป็นศิษยาภิบาลไม่มีเวลาไปขายแล้ว
ดูแลคริสตจักร 3 คริสตจักร( ศบ.หน.โซน ) เฉพาะที่หล่มสักมีพี่น้องกว่า 150 คน
มาเฉลี่ย 120 คนต่อสัปดาห์ ไม่แน่นะครับก็เพราะรถชนนั่นแหละจึงถวายตัว
ใครไม่ถวายตัวลองใช้วิธีเอารถของพี่น้องท่านนั้นไปชนดูก็ได้เผื่อได้ผล
..ล้อเล่นหนะครับอย่าเลย....เครียด....

อาจ้านผมว่ายน้ำไม่เป็น

 ............เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่เป็นเสมือนกระทะใบใหญ่ ๆ ใบหนึ่ง
สภาพที่ภูเขาล้อมรอบทุกด้าน ตรงกลางคือระหว่างเพชรบูรณ์ หล่มสัก หล่มเก่า
เป็นก้นกระทะ และเมื่อถึงฤดูฝน ทุกปีก็ต้องมีน้ำท่วมทุกปี
ไม่ท่วมน้อยก็ท่วมใหญ่แต่ระยะหลัง ท่วมใหญ่เป็นส่วนมากเพราะป่าไม่ค่อยมีซับน้ำ
ฝนตกลงมาก็ละลิ่วจากขุนเขาลงสู่ก้นอ่างคือเมืองเพชรบูรณ์ หล่มสัก หล่มเก่า
เหตุการณ์บ้านน้ำก้อคงเป็นเหตุการณ์ที่ชาวไทยทั้งประเทศจดจำได้ดี
มีปีหนึ่ง เกิดฝนตกหนักมากเพราะพายุโซนร้อน หวู่คงถล่มประเทศไทย
เขื่อนทุกเขื่อนรอบเมืองหล่มสัก ประกาศเปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันเขื่อนพัง
น้ำทะลักเข้าเมือง ทุกจุดของเมืองก็เก็บข้างของหนีน้ำกันจ้าระหวั่น
เด็ก ๆ  ตื่นเต้นมากเพราะได้เล่นน้ำ ไม่ได้กลัวอะไรเพราะเห็นกันทุกปี ๆ
จะหวาด ๆ อยู่บ้างก็พี่น้องที่อยู่ใกล้เขื่อนเพราะโดนน้ำเข้าเต็ม ๆ
ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องเพราะเรามีกำลังของสมาชิกที่แข็งแรงหลายคน
ที่สามารถ ช่วยเหลือขนย้ายข้าวของและขนย้ายคนออกจากพื้นที่อพยพ
ก็โทรเช็คพี่น้องแต่ละบ้าน แต่ละบ้าน แล้วก็ระดมคนไปช่วยเพื่อรักษาทรัพย์สิน
ตัวผมเองก็ต้องแปลงร่างเป็นสารพัดช่างเพื่อทำบางอย่างในตอนน้ำท่วม
ชั้นวางของบ้าง ตัดสายไฟกันไฟซ๊อต ไฟรั่ว ต่อเรือ สร้างแพ
Handy man เต็มตัวว่างั้นเถอะ โดยเฉพาะเรื่องสายไฟที่แช่น้ำเราต้องระวังเป็นพิเศษ
ต้องเช็คเพราะอาจเกิดเรื่องน่าเศร้าใจได้ง่าย ๆ
และเมื่อขณะที่น้ำกำลังทะลักเข้าเมืองหล่มสัก
ผมก็คิดถึงครอบครัวหนึ่งที่ ต.บ้านติ้ว ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งเขื่อนขนาดใหญ่
คือเขื่อนปากห้วยขอนแก่น เพราะวิทยุประกาศว่าจะระบายน้ำทุกประตูน้ำ
เพื่อรักษาสภาพเขื่อน ผมก็เรียกพี่น้องเป็นการด่วนได้สองท่าน
เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงมากเชียว
เพื่อไปช่วยสมาชิกหญิงม่ายสูงอายุท่านหนึ่งที่บ้านอยู่ริมแม่น้ำใกล้กับ เขื่อนดังกล่าว
ในจินตนาการคาดว่าน้ำคงปริ่มพื้นบ้านแล้ว
ข้าวในยุ้งอาจต้องขนย้ายออกมาในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
ระยะทางจากบ้านพี่น้องท่านั้นมาที่ถนนประมาณ สามร้อยเมตรไกลพอสมควร
ถ้าน้ำท่วมย่อมหมายความว่าเราต้องว่ายน้ำเข้าไปที่บ้านพี่น้อง
แล้วหาวิธีต่อแพขนย้ายข้าวของและคนออก ออกจากบ้าน
เป็นระยะทางสามร้อยเมตร..คิดว่าตนเองคิดถูกที่เตรียมพี่น้องชาย
หนุ่มแข็งแรงสองท่านไปช่วย เพราะลำพังตนเองก็พิการขาใช้ได้เพียงข้างเดียว
ถึงจะว่ายน้ำเป็นแต่ถ้าไกล อย่างนั้นคงไม่สะดวกนัก ..พอเรียกพี่น้องมา
ก็ให้เตรียมว่า
"เราจะไปช่วยคนน้ำท่วมกัน โอเค นะ" ก็สั่งการไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ
พี่น้องก็ตอบหน้าตาเฉย
"ได้ครับ"
ผมก็เลยจัดการดัดแปลงรถมาสด้า 323 อายุ 25 ปี คนเก่งของผมเป็นเรือดำน้ำ
คือปลดสายพานออกเพื่อไม่ให้ตีน้ำพอรถลงน้ำแล้วเครื่องก็ไม่ร้อนไม่ต้องใช้ พัดลม
เอาวาสลินพอกบริเวณสายไปจ่ายไฟเพื่อป้องกันระบบไฟล้มเหลวเดี๋ยวเครื่องดับใน
น้ำเครื่องจะพัง เอาถุงพลาสติคใบใหญ่หน่อยหลายๆ ถุงครอบหม้อกรองอากาศแล้วใช้เทปกาวเบอร์ใหญ่ ๆ พันรอบ ๆ หม้อกรองเพื่อป้องกันน้ำเข้ากรองอากาศเข้าระบบไอดี
( ทำสนอร์เกิล แบบรถออฟโรด ) คราวนี้ไปได้เลย
พอรถลงน้ำแรกรถก็จะลอย แต่พอน้ำเข้าในเก๋งรถรถก็ดำน้ำไปได้
คอยดูว่าระดับน้ำลึกถึงสนอร์เกิลทำเอง หรือเปล่าถ้ายังไม่ถึงก็ไปได้เรื่อย ๆ
บนถนนวันนั้นมีแต่รถบรรทุกแล้วก็พวกออฟโรดที่เอารถมาลุยน้ำขนของกัน
มีเจ้าเต่าไฟสายฟ้าคันเดียวที่เป็นรถเก๋งอุตริลงไปวิ่งออฟโรดกับเขาด้วย
วันนั้นตำรวจจราจรก็มาคอยอำนวยความสะดวกคอยจัดการรถที่เมื่อลุยน้ำก็ต้อง
เสียพอเสียท่านจราจรก็ต้องเข็นไปข้างทางหลบรถคันอื่น
แล้วรถลากก็จะลากไปเข้าอู่ซ่อม เมื่อรถเราวิ่งไปด้วยทางจะตรง
ไปบ้านติ้วต้องผ่านเข้าเมืองทะลุไปทิศตะวันออก
ของเมืองหล่มสักผ่านแม่น้ำป่าสักตัวต้นเหตุ
ที่ท่วมเป็นบ้าเป็นหลังออกไปบ้าน พี่น้อง
ตำรวจท่านมองดูตั้งแต่รถเราวิ่งเข้าทางแยกมา
คงคิดในใจว่าเออมาก็คงดับแถวใกล้ ๆ น้ำนั่นแหละมาได้ไม่ไกลดอก
เพราะรถเบ็นซินเจอน้ำพลั่กเดียวก็ดับแล้ว
เห็นสายตา จร.ท่านั้นมองอย่างนั้นจะรถใกล้ท่าน
ผมคิดในใจคิดผิดแล้วครับท่านวันนี้เจ้าเต่าไฟเป็นรถดำน้ำไปแล้ว
พอผ่าน จร.ไป เสียงพึมพำจากปากบอกว่า ..มันมาได้ไงวะ..
( ก็รถพระเจ้าใช้ให้ไปไงพิเศษตรงนี้แหละมีภารกิจต้องไปครับ
ผมคิดในใจนะ ไม่กล้าพูดเหมือนกันเดี๋ยวดับมาขายหน้าแย่ )
..พอผ่านมาจากหล่มสักก็เข้าสู่เส้นทางไปบ้านติ้วอีก 8 กม.
วาระนั้นโห..สุด ๆ ไม่เคยเห็นย่านบ้านติ้วมีน้ำท่วมมหึมาขนาดนี้มาก่อน
น้ำไม่ได้วิ่งตามคลองเช่นทุกปีแต่น้ำมันวิ่งตามถนนรถเรารถเล็กด้วย
แทบจะปลิว ไปกับน้ำ ยิ่งยามรถออฟโรดยกสูงวิ่งมาแรงน้ำกระเพื่อม
ยกรถเราลอยจากพื้นต้องคอยประคอง ให้วิ่งกลับไปที่ถนน
เพราะล้อลอยขึ้นก็จะลอยลงแม่น้ำ...
วิ่งไปประมาณชั่วโมงก็ใกล้ถึงเป้าหมายบ้านพี่น้อง
เตรียมแผนการณ์ช่วยเหลือพี่น้องว่าตนเองว่าจะจอดรถรอที่ถนน
ให้พี่น้องสองท่าน ที่แข็งแรงว่ายน้ำไปช่วยพี่น้องที่อยู่ริมแม่น้ำ
เลยหันกลับไปถามว่า เตรียมว่ายน้ำข้ามไปช่วยพี่น้องนะ ...
ปรากฏว่าทั้งสองท่านตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า...
"อาจารย์ผมว่ายน้ำไม่เป็นครับ..."
โถ แล้วที่ไอ้ว่ายเป็นก็อาจารย์คนเดียวสินะ เอามาทำไมกันเนี่ย
..ดีนะครับที่ไม่ถูกน้ำพัดตกแม่น้ำไปก่อนหน้านี้ไม่งั้นผมไม่รู้จะช่วยเค้า
อย่างไร เออ เชื่อฟังจริง ๆ ให้มาก็มา ให้ไปก็ไป
แต่ว่ายน้ำไม่เป็นนี่หนะสิจะไปช่วยคนน้ำท่วมอย่างไรเล่าพ่อคุณ
ตัวท่านเองยังจะไม่รอดเลยมิน่านั่งมาในรถเงียบกริบเป็นคนฝ่ายวิญญาณ
อธิษฐาน มาตลอดทาง ว่าอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ไหนได้
กลัวน้ำนี่เอง อาจ้าน ผม ผมว่ายน้ำไม่เป็น....
เอ้อ แล้วเธอจะมาทำไม เนี่ย

ตะเกียงติดไฟเอง

19 พฤษภาคม 2005

มีคำพยานของพี่น้องท่านหนึ่งที่อ.เขาค้อ 
พี่น้องท่านนี้เป็นคริสเตียนเก่าแก่มาก 
เชื่อพระเจ้ามานานเชื่อตั้งแต่อยู่ที่ บ้านห้วยสวิง 
คำว่าห้วยสวิงสำหรับคริสเตียนเพชรบูรณ์
จะรู้ดีว่าเป็นที่ตั้งคริสตจักรแรก ของจังหวัดเพชรบูรณ์ 
เมื่อประมาณ 70 ปี ก่อน  อาจารย์เวอร์เนอร์ ราสสิน่า 
เดินทางมากับเรือบรรทุกสินค้ามาจากประเทศฟินแลนด์ 
มาที่กรุงเทพและสอบถามข้อมูลที่สถานทูต
เพื่อติดตามหาเชื้อแห่งแผ่นดินสวรรค์ว่า 
มีคริสเตียนที่ไหนเพื่อจะเริ่มต้น.... 
สถานทูตให้ที่อยู่คริสเตียนท่านหนึ่ง
ที่กลับบ้านที่ บ้านห้วยสวิง ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ 
70 ปีที่แล้ว เพชรบูรณ์เป็นดินแดนที่น่ากลัวมาก 
ดินแดนแห่งไข้มาเลเรีย อาจารย์เวอร์เนอร์เล่าให้ฟังว่า
ลงรถที่ อ.เมือง แล้วก็จ้างคนนำทางเข้าไปห้วยสวิง 
แต่คนนำทางกลัวอะไรสักอย่างจึงไปไม่ถึง
หนีกลับก่อนแล้วให้เดินต่อไปเอง อาจารย์เดินมาเรื่อย ๆ 
ถามชาวบ้านไปเรื่อย...พูดก็ไม่ชัด จนค่ำก็เลยนอนที่ห้างเฝ้าไร่ข้าวโพด 
ที่นอนไม่มีประตู ก็เอาประเป๋าเดินทางปิดกั้นประตูไว้ นอนจนเช้า 
ตื่นขึ้นมาพบว่ารอยเท้าที่เปื้อนโคลนของเสือโคร่งรอยใหญ่มาก
ขนาดฝ่ามือกาง ๆ ออก เป็นรอยเดินรอบที่นอน
แล้วรู้สึกว่าจะวนอยู่ที่บริเวณศีรษะอาจารย์มากกว่าส่วนอื่น 
อาจารย์พูดติดตลกว่าเสือมันงงไม่เคยเห็นฝรั่งหัวแดง ๆ 
มันเลยไม่กล้ากิน ที่ท้าวความย้อนหลังไป
เพราะอยากให้ทราบว่าพี่น้องท่านนี้เป็นคริสเตียนเก่า จริง ๆ 
เป็นลูกหลานการส่งต่อมรดกทางความเชื่อจากสมัยแรก
เมื่อมิชชั่นนารีที่เชื่อใน พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเป็นกลุ่มแรกในประทศไทย 
หลังการรับฤทธิ์เดชประมาณปี 1906 
พี่น้องท่านนี้เป็นคริสเตียนที่ค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ 
ไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่นัก มีครั้งหนึ่งที่เป็นเหตุให้เขากลับใจมาหาพระเจ้า
เพราะเขาป่วยเป็นโรคเก๊า ป่วยหนัก ปวดตามข้อจนทนไม่ไหวแล้ว 
ยาทุกขนานก็เอาไม่อยู่ วันนั้นพี่น้องมาตามผมไปอธิษฐานเผื่อ 
กลับใจอีกครั้งหนึ่ง พวกเราก็เดินทางขึ้นไปจัดกลุ่มแคร์พิเศษ 
อธิษฐานเผื่อ แล้วก็กลับ พอกลับมาพี่น้องท่านที่ป่วยอยู่นี่
ก็ยังนอนไม่หลับด้วยพิษโรคเก๊า ที่บ้านของเขาไม่มีไฟฟ้าใช้ 
จุดตะเกียงเพื่อให้ความสว่างเป็นตะเกียงน้ำมันก๊าด จุดไว้สองดวง 
ด้วยความเจ็บปวดก่อนที่ลูกและภรรยาจะหลับก็อธิษฐานด้วยกัน 
พออธิษฐานเสร็จก็สั่งให้ภรรยาดับตะเกียงในห้องนอน
ที่จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดไว้สองดวงแล้วก็พากันนอนหลับ 
ลูกและภรรยาก็หลับหมดตอนนั้นเวลาประมาณสักเที่ยงคืน 
คนอื่นหลับหมดแต่ด้วยความเจ็บปวดทำให้เขาหลับไม่ลง
อาการกำเริบหนักมาก ขึ้นจนเหมือนกับจะสิ้นชีวิต 
ก็เลยพยายามลุกขึ้นมาร้องเพลงนมัสการพระเจ้า
ก็เพลงที่เขามักใช้ร้องกันงานไว้อาลัย นั่นแหละครับ
เพราะถึงจุดยอมจำนนแล้วว่าฉันคงจะต้องจากโลกนี้ไป
จึงร้องเพลงพักพิงในพระเจ้า
"พระเจ้าลูกเจ็บปวดมากขอให้พระเจ้ารับเอาลูกไปเถิด
เพราะคืนนี้ลูกทุกข์ทรมานเหลือเกิน" 
แต่อัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น 
ขณะหลับตาอธิษฐานก็พบว่าจู่ ๆ มีแสงสว่างเกิดขึ้นก็ลืมตาขึ้นดู 
เขาขนลุกซู่เพราะตะเกียงสองดวงที่ดับไปแล้วมันกลับติดขึ้นมาอีกหนึ่งดวง 
... เขาตื่นเต้นมาก พระเจ้าต่อชีวิตให้อีกและอาการของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
นับตั้งแต่วันนั้น เป็นต้นมา... พระเจ้าทรงจุดตะเกียงต่อชีวิตให้อีกครึ่งหนึ่งอัศจรรย์
และวันนี้ (27 กันยายน 2011) ขณะที่ผม(ผู้เขียน) กำลังเอาเรื่องนี้มาลง
บันทึกในบล๊อก พี่น้องท่านนี้ได้จากไปอยู่กับพระเจ้าแล้วหลังจาก
เขาใช้ชีวิตที่เอาจริงเอาจังอยู่หลายปี แล้วก็กลับไปเหมือนเดิม
ตะเกียงอีกดวงหนึ่งก็ดับลง ในอีก 7-8 ปี หลังจากสว่างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ชีวิตของเราทุกคนเวลาในโลกนี้มีจำกัดนัก จงใช้เวลาส่องสว่างให้มาก
ที่สุดและยาวนานที่สุดเพื่อเขาจะสรรเสริญพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์

เพื่อนเกลอ

 มีสองครอบครัวที่เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ของคริสตจักรความหวังจังหวัดนี้ 
ทั้งสองเป็นคู่เขยกัน คือคนหนึ่งแต่งงานกับพี่สาวที่เป็นอดีตนางเอกลิเก
อีกคนหนึ่งแต่งงานกับน้องสาวที่เป็นแม่ค้าที่ตลาด
แรก ๆ ที่อพยพจากชันนาทมาอยู่ที่จังหวัดนี้ก็มาด้วยกันดี ๆ นี่แหละ
อยู่ด้วยกันพึ่งพาอาศัยกันมาเรื่อย
มาเชื่อพระเจ้าเมื่อครั้งที่ผู้เป็นพี่สาวป่วยเป็นอัมพาตนองแบบกับที่มา 2 ปี
พี่น้องที่กรุงเทพและ ท่านผู้นำจากภาคใต้ท่านหนึ่ง
มาเยี่ยมและอธิษฐานเผื่อแล้วพบการรักษาอันอัศจรรย์ ลุกขึ้นเดินได้
ก็เลยพากันมาเชื่อพระเจ้าทั้งครอบครัว ทั้งลูกหลาน
เป็น รากฐานการก่อตั้งคริสตจักรความหวังที่นี่ตั้งแต่ประมาณปี 87-88 
อยู่มาระยะหนึ่งลูก ๆ ที่โตขึ้นบ้างก็เอาพระเจ้าบ้างไม่เอาพระเจ้าบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ก็เข้มแข็งในพระเจ้า
ที่ ไม่เข้มแข็งก็เป็นเหตุทำให้คุณพ่อทั้งสองบ้านที่ซื้อห้องแถวติดกันผิดใจกัน ด้วยเป็นคนมาจากกลุ่มแสวงโชค ( เขาเรียกกลุ่มคนอพยพเข้าเพชรบูรณ์ในช่วงเปิดป่า ) ก็เลยมีลักษณะนักเลงไม่ยอมใครง่าย ๆ
เค้าก็เลยไม่ค่อยถูกกัน
เวลามีแคร์ถ้าเปิดบ้านน้องสาวพี่เขยก็ไม่มา แต่พี่สาวมา
และถ้าเปิดแคร์ที่บ้านพี่สาวน้องเขยหรือเขยเล็กก็ไม่มามาแต่น้องสาว
เป็นอย่างนี้มาตลอด ผู้นำเปลี่ยนมาแล้ว 6 สมัย 6 ท่านแล้ว
จนถึงสมัยผมเป็นคนที่ 7 ( เลขสวยเชียว )
มีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น เพราะท่านเขยเล็กค่อนข้างมีฐานะที่ดีกว่า
มีที่ดินเยอะ ทำไร่ไว้ที่บนเขาบ้านวังทอง ลุงเค้าก็ชอบขับรถยนต์บ้าง
มอเตอร์ไซค์บ้างเดินทางไปที่ไร่เพื่อตัดใบตองมาให้ภรรยาทำขนม
บางทีก็ไปตัดหญ้า ปลูกลำไย ลิ้นจี่ และพืชสวนมากมาย
ก็เป็นคนรักการเข้าป่าทำไร่ ชอบชีวิตอย่างนี้แล้วก็มีความสุขตามสมควร
วันหนึ่งเกิดเหตุที่เราตกใจและต้องอธิษฐานเผื่อกันทั้งคริสตจักร
เมื่อทราบว่าคุณลุงความดันโลหิตขึ้นสูงจนเส้นโลหิตแตกในสมอง
ขณะขับรถมอเตอร์ไซค์กลับจากไร่
รถล้มนอนอยู่ข้างทางนานมากจนคนมาพบแล้วนำส่งโรงพยาบาล
ผมรีบไปที่โรงพยาบาลอธิษฐานเผื่อ
แพทย์เอาฟิล์มเอกซเรย์มาให้ดูปรากฏใน ฟิล์ม
มีภาพกลุ่มก้อนเลือดประมาณเท่าลูกมะนาว
หมอบอกว่าถ้าเลือดไม่หยุดไหลก็ต้องผ่าตัด
ซึ่งหมอไม่อยากจะผ่าเพราะคุณลุงอายุมากแล้ว
ถาม ต่อไปว่าถ้าไม่ต้องผ่าเพราะเลือดหยุดไหลแล้ว
ไม่ไหลเข้าไปสะสมมากกว่านี้แล้ว อาการจะเป็นอย่างไร 
หมอบอกว่าก็คงต้องส่งผลการเดินเหินลำบากเบาะ ๆ ก็อัมพฤติ 
พวกเราอธิษฐานวางมือที่นั่น
หลังจากนั้นคุณลุงก็ออกจากโรงพยาบาล
ขอบคุณพระเจ้าหายเร็วจริง ๆ อาทิตย์เดียวมั๊งเท่าที่ผมจำได้
อาการเดินเหินปกติ ติดอาการบ้างตรงที่พูดช้าและเดินช้ากว่าเดิม
.... แต่อย่างหนึ่งที่เห็นพระพรซ่อนอยู่เหนือวิกฤติ
เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง พี่น้องทั้งคริสตจักรแทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่า
ภาพที่เห็นข้างหน้าคริสตจักรจะเกิดขึ้นจริง
คือ คู่เขยทั้งสองมายืนที่หน้าโบสถ์ด้วยกัน มารถสามล้อเครื่องคันเดียวกัน
อัศจรรย์ที่เรารอมา16 ปี ทั้งคู่คืนดีกัน
คุณ ลุงเขยเล็กขับรถไม่ได้แล้วต้องมารถสองแถวเพื่อมานมัสการที่คริสตจักร 
เขยผู้พี่ก็เป็นห่วงกลัวหกล้มเพราะยังไม่หายดีก็เลยประคองพากันเดินจากท่ารถ 
ขึ้นสามล้อมาที่คริสตจักร เป็นภาพที่ประทับใจ 
จริง ๆ ทั้งสองท่านก็คงรักผูกพันกันดีอยู่แต่เนื่องจากเหตุบางอย่าง
ก็เลยไม่มี โอกาสแสดงความรักกันและกัน
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องสำแดงความรักของพระ เจ้า 
ทั้งสองก็เป็นเกลอกันเหมือนเดิม 
นี่แหละครับ เพื่อนเกลอไม่ทิ้งกันยามยากลำบาก

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าจากบ้านนอก...ก็อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วนี่

 


14  พฤษภาคม  2005
ก็อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วนี่

                ขณะที่ผมดูแลพี่น้องที่คริสตจักรความหวังหล่มสัก  มีคริสตจักรและพี่น้องในความดูแลเพิ่มเติมคือ อ.เขาค้อ อ.หล่มเก่าและ อ.น้ำหนาว  ใน จำนวน 3 อำเภอที่ดุแลมีน้ำหนาว เป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลที่สุดไกลกว่า 100 กม เป็นอำเภอที่แปลกกว่าอำเภออื่นในความดูแล เมืองที่ไม่ค่อยมีคนในวัยทำงานมากนักเพราะคนวัยทำงานจะไม่อยู่บ้าน เพราะเมื่ออดีตน้ำหนาวเป็นเมืองที่ปลูกขิงปลูกข้าวโพดได้ดี  แต่เนื่องจากเหตุผม  หน้า ดินตื้นเมื่อปลูกหลายปีเข้าดินก็หมดแรธาตุและคุณค่าเพียงพอในการเพาะปลูกจึง ต้องหยุดอาชีพการเกษตรเข้ากทม.เพื่อทำงานก่อสร้างที่เหลืออยู่ใน อ.น้ำหนาวก็จะเป็นสูงอายุและเด็กในวัยเรียนเท่านั้น  เรามีพี่น้องที่ผูกพันตัวที่นั่น  18 ท่าน เป็นผู้สูงอายุล้วน ( ไม่รวมคริสตจักรเด็ก ) แต่ท่านเหล่านี้มีความรัก ความห่วงใย มีน้ำใจต่อผู้รับใช้พระเจ้าเสมอ
ทุก ครั้งที่ผมไปนมัสการที่นั่น ในทุกเย็นวันอาทิตย์ 19.00-21.00 น. ผมจะไปถึงประมาณ 16.30 น. เพื่อเยี่ยมเยียนพี่น้องที่บ้านบ้าง ไปประกาศบ้าง พี่น้องที่นั่นก็จะเตรียมอาหารอย่างดีที่สุดเท่าที่จะหามาได้คอยต้อนรับ
มีข้าวไร่ที่เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อมสั้นไม่เหนียวติดมือเหมือนข้าวเหนียวทั่วไป
 แต่กลิ่นหอมเหมือนข้าวซ้อมมือ เมล็ดนิ่ม  ทานกับอะไรก็อร่อย 
กับข้าวก็จะเป็นของในป่านั่นแหละ
เช่น หมกอีปุ่ม ( ลูกอ๊อดกบหงอนหรือกบป่า ลูกอ๊อดกบหงอนตัวใหญ่กว่าหัวแม่มือเสียอีก  )
ต้มยำปลาช่อนกั้ง ( ปลาช่อนป่าตัวจะเล็กกว่าช่อนที่เราเห็น ) 
บึ้งย่าง ( แมลงมุมคล้ายทาแรนทูราตัวใหญ่มากนี่อร่อยที่สุด )
 ....  แล้วถ้าผมว่าอร่อยนะทุกท่านเชื่อได้เลย  อร่อยจริง ๆ
ก็เพราะพี่น้องเป็นผู้สัดทัดการหาของป่าล่าสัตว์นี่แหละที่เกิดเรื่องเกิดราว 
บ้านพี่น้องอยู่ในป่าอยู่แล้ว  มีผู้ชำนาญและเป็นพรานป่าอยู่ท่านหนึ่งซื่อ”  ลุงแพง
  ภรรยาชื่อ คุณยายคำภา”  ชอบพาทีมเข้าป่าล่าสัตว์ ก็ไม่ใช่สัตว์ใหญ่หรอก
ก็เป็นพวกนก แย้ บึ้ง อีปุ่ม ไก่ หรืออื่น ๆ เพราะถ้าล่าสัตว์ใหญ่เดี๋ยวโดนจับ
 แหมบางทีก็เพลินเข้าป่าเป็นอาทิตย์ลืมวันอาทิตย์ก็มี  น่าจับมาตีก้นจริง ๆ 
.....วันหนึ่งผมได้ทราบข่าวจากพี่น้องว่าตาแพงอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช หล่มเก่า
ถูกช้างป่าชนที่ป่าน้ำหนาว  ผมรีบไปทันที พอเข้าไปที่ห้อง
ที่เตียงผู้ป่วยตาแพงเห็นผมก็เรียกเสียงดัง ดึงแขนผมเข้าไปกอดบอกว่า
ผมคงอยู่ไม่นานดอกอาจารย์
  แล้วร้องไห้ ผมอธิษฐานเผื่อถามอาการบอกว่า  เมื่อเดินทางเข้าป่าพร้อมญาติ ๆ 
ผมหลับตานึกดูผมคิดออกแล้ว
....ครั้งหนึ่งผมเคยถามว่าตาเข้าป่าน้ำหนาวเดินทางไปอย่างไร 
ตาแพงบอกว่า ก็เดินตามด่านช้างผ่านเพราะเมื่อช้างเดินทางไปทางไหนมันจะเดินทางนั้นตลอด  และแต่ละที่ช้างจะพาไปแหล่งอาหารและเราจะพบสัตว์ที่เราต้องการล่า
“  อ้าวแล้วถ้าเจอช้างหละ”  ตาแกก็บอกด้วยกระหยิ่มใจในความสามารถว่า 
ก็พีกมันสิ หมายความก็หลีกมันสิเพราะช้างตัวใหญ่เราเห็นมันก่อนวิ่งหลบข้าง ๆ
มันสิบ่เฮ็ดหยัง (มันจะไม่ทำอะไร)
ยกเว้นไอ้พวกฮุขี้ดำ”  ( ภาษาแกนั่นแหละ ) พวกนี้ดุมาก 
........แล้วก็ไอ้ที่เจอก็ไอ้พวกนี้แหละ  หลาน ๆ เล่าให้ฟังว่าก็เดินขึ้นเนินใกล้แหล่งน้ำ
ที่จะไปหาของป่าแล้ว  ปรากฏว่าช้างเดินลงเนินสวนลงมา
ตาแพงก้มหน้าเดินนำหน้า หลาน ๆเห็น เรียกให้หลบ 
ด้วยเพราะตาอายุมากหูก็ตึงไม่ได้ยินยังเดินต่อ  หลานเขยวิ่งไปฉุดแขนหลบ 
ช้างวิ่งสวนด้วยอาการป้องกันตัววิ่งมาเฉี่ยวคุณตากระเด็นไปชนต้นไม้แล้ววิ่งเตลิดไป 
สะโพกตาแพงแตก สลบไม่ได้สติ  หลาน ๆ หามออกมาส่งโรงพยาบาล  อาการคือเหมือนเป็นอัมพาตครึ่งตัว    วันนั้นผมถามหมอบอกว่าโอกาสหายมีสูงเพราะไขสันหลังไม่ขาด 
จึงบอกตาแพงให้สบายใจตามที่หมอบอก
 “ไม่ตายหรอกครับคุณตา (ปลอบแก เพราะแกร้องไห้ ภรรยาบอกว่าครั้งแรกที่เห็นตาร้องไห้เป็น)
แต่ต้องให้แพทย์รักษา เชื่อฟังแพทย์ ผมพยายามปลอบและให้เชื่อ
 เมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นผมก็ขับรถไปส่งที่บ้านน้ำหนาว  ก็อาการดีเหมือนจะหายวันหายคืนก็เลยนอนใจ  ปีใหม่  2001 ผมก็ฉวยโอกาสฤดูท่องเที่ยว เอามะขามจากสวนไปขายที่เขาค้อ
 5 วันแรกของปี ผมขายมะขามดีมากขายได้วันละกว่าหมื่นบาท
ขอเวลาพักพี่น้อง 5 วัน ขึ้นเขาขายมะขาม  แตช่วงปีนั้นที่ตรงนั้นไม่มีคลื่นโทรศัพท์
ยุคนั้นระบบโทรศัพท์ดีแทคมีระบบฝากข้อความ  เหตุเกิดเพราะระบบนี้แหละ 
ด้วยพี่น้องน้ำหนาวมีข้อสะเทือนใจว่าเคยมีพี่น้องคริสเตียนตายแล้วไม่มีอาจารย์มาประกอบพิธีศพ  ผมก็เคยบอกย้ำว่า
ให้พี่น้องรู้เลยว่า อย่างไรผมก็ต้องมา ถ้ารู้ไม่มีอาจารย์คนไหนไม่มา  ที่ไม่มาก็เพราะไม่รู้
 ชาวบ้านมักจะทึกทักเอาว่าเรารู้เองโดยญาณวิเศษ 
วางมือหายโรคได้ ขับผี ได้ เผยพระวจนะได้ อาจารย์ต้องเข้าฌานได้แหง
ผมเลยให้เบอร์โทรศัพท์ไว้  ทั้งเบอร์ผม เบอร์ภรรยา เบอร์พี่น้องอื่น ๆ ที่ในเมือง
ส่วนที่น้ำหนาวมีตู้โทร 1 ตู้ โทรได้เลย  ก่อนไปผมสอนก็บอกวิธีโทรเสร็จศัพท์ 
หลายวันผ่านไป เรื่องเกิดเพราะตาแพงชิงไปอยู่กับพระเจ้า 
ที่จริงจะหายแล้วเพราะหมอให้กลับบ้านได้ 
แต่ที่ตาแพงจากไปเพราะน่าจะเป็นเพราะคนหลังหักเขาห้ามเคลื่อนย้าย 
ชาวบ้านคงเคลื่อนย้ายผิดวิธี  แล้วก็คงเรื่องนวดเฟ้นจับเส้นเข็นกระดูกกระมัง 
พอตาไปอยู่กับพระเจ้าหยุดลมหายใจ 
พี่น้องคนหนึ่งท่าทางก็ชำนาญกว่าใครก็ไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์ประจำหมู่บ้าน
กดโทรเข้าเบอร์ผมเลยทันทีตามที่สอนทุกอย่าง   01-5348064  เบอร์อาจารย์ 
มีเสียงตอบทันทีครับว่า
สวัสดีครับ ขณะนี้ผมไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้กรุณาฝากเข้าความของท่านไว้หลังจากได้ยินเสียงสัญญาณนี้”  ตึ๊ด 
พี่น้องท่านนั้นก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมหละ นั่น เสียงอาจารย์ชัดแจ๋วแหว๋ว
พูดสวนลงไปทันที เพราะไม่เคยใช้โทรศัพท์ เขินที่จะพูดนาน ๆ พูดไปทันทีว่า
“  ฮาโล  อาจารย์ตี  ตาแพงตายแล้วเด๋อ เอาศพไว้บ้านแล้วอิให้หมู่พวกข้อยเฮ็ดอิหยังอย่างได๋  ฟ้าวมาเด๋อคะ พระเจ้าอวยพร ” 
( แปลว่าอาจารย์เหรอ ตาแพงตายแล้วนะ เอาศพๆไว้ที่บ้าน  จะให้พวกเราทำอย่างไร  ให้รีบขึ้นมาเร็ว  พระเจ้าอวยพร เด๋อคะ..)  
อย่างนี้แล้วใครจะไปรู้;ตาแพงตายแล้ว ล่วงหลับไปแล้ว Mailbox 1602 ตอนนั้นจะเปิดใช้ต้องเสีย หลายบาท ประจวบกับขายมะขามดี ไม่ได้เติมเงินโทรศัพท์อีก เปิด Mailbox ไม่ได้
อี ก 5 วันขึ้นมา ทำโบสถ์ พี่น้องงอนกันทั้งหมู่บ้าน บอกว่า
อาจารย์รับโทรศัพท์แล้วทำไมไม่มา
ผมก็บอกว่าไม่ได้รับ หนูนิดคนที่ไปโทรก็ยืนยันว่า
หนู ได้ยินเสียงอาจารย์ชัด พูดว่าขณะนี้ผมรับสายไม่ได้ นั่นไงอาจารย์ยังพูดว่ารับสายไม่ได้ หนูรีบพูดสวนไปกลัวอาจารย์ไม่ฟัง ว่าตาแพงตายแล้ว คนตายท้ๆ อาจารย์จะรีบวางสายทำไม
ผมก็อธิบายเสียยืดยาว เป็นปีพี่น้องก็ยังไม่เข้าใจ งอนอยู่นาน  เป็นปี ๆ  เออ ป่านนี้คงเข้าใจแล้วมั้งมีโทรัพท์ครบทุกบ้านแล้วนี่ คราวนี้เป็น Msn แล้วไม่มี Mailbox 1602