วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โยนใจข้ามไปก่อนอย่างไรเสียตัวเราก็ต้องตามไป

ยามเข้าฤดูฝนพรำ ๆ
เด็กผู้ชายในชนบทลุ่มแม่น้ำป่าสัก
ก็จะมีกิจกรรมที่สรรสร้าง
เป็นภูมิปัญญาแสนซน
อันส่งทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ยิงนก ตกปลา ลงเบ็ดราว
ขี่ควายยิงหนังสติ๊ก
หรือครึ้มอกครึ้มใจ
ก็ยกพวกขี่หลังควายเป็นฝูง
แบ่งเป็นสองกลุ่ม
เอาดินเหนียวแบบนิ่ม ๆ
ขึ้นหลังเจ้าทุย ไอ้ตู้ อีนาง
ปั้นดินเหนียวกระสุน
พกง่ามหนังสติ๊กเป็นปืนพก
จินตนาการว่าตนเองเป็น บิลลี่ เดอะ คิดตามหนังคาวบอยที่มาฉายกลางแปลง
เมื่อครั้งหน้าหนาว ยิงใส่กันตกหลังควายหัวร้าง ข้างแตก และเมื่อเข้าฤดูฝน กิจกรรมที่ท้าทาย
และเป็นเกมที่เด็กชายใจจดใจจ่ออย่างหนึ่งคือการหาแมงคาม (ภาษาท้องถิ่น)
หรือแมงกว่าง (ภาษาเหนือ) หรือภาษาแปลก ๆ ว่าRhinceros Beetle,Unicorn Beetle , Elephant
ก็แล้วแต่จะเลือกเรียกที่ บ้านวังโป่ง ต.ลานบ่า เมื่อ 40 ปี ก่อนด้วยตัวตำบลห่างไกลจากเมือง 15 กม.
แต่ไม่ค่อยมีรถยนต์มากมายเช้าไปเที่ยว นึง ขากลับเย็นอีกเที่ยวนึง เขตพื้นที่แถวนั้นมีแต่ป่า
คลอง สวน แล้วก็แม่น้ำป่าสัก แมงกว่างแถวนั้นชุมจริง ๆแต่ก็ประหลาดอย่างหนึ่ง คือ เจ้าตัวที่ว่านี่
มักจะอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำก็เพราะว่าชาวบ้านแถวนั้น มักจะสร้างบ้านและที่พักพิงอยู่อีกฟากหนึ่ง
และมีสวนอยู่อีกฟากหนึ่ง สะพานหรอครับไม่ต้องพูดถึง สร้างปีนี้ ปีหน้าพัง ขอรับ
พิษสงความเชี่ยวกรากของแม่น้ำสายนี้ยังคงสร้างผลงานอยู่จนทุกวันนี้    แค่น้ำก็สุด ๆ แล้ว
ไหนจะหอบเอาต้นไม้ ต้นซุงพุ่งตามมาอีกจนแล้วจนรอดยุคนั้นไม่มีสะพาน เมื่อไม่มีสะพาน
 เวลาเด็ก ๆ ผู้ชายที่เขาจะไปจับแมงกว่าง ต้องเป็นคนที่มีสิทธิพิเศษ แข็งแรงเป็นพิเศษ
คือต้องว่ายน้ำเก่งเป็นพิเศษย้ำนะครับต้องเก่ง แข็งแรง ล่ำปึ๊ก เพราะฤดูแมงกว่างคือฤดูน้ำหลาก
เมื่อน้ำหลากแล้วยิ่งต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำป่าสักที่ปริ่มตลิ่ง ไปอีกฝั่งหนึ่ง
ล้วนสำแดงความเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” ของแก๊งค์แสนซนคน ต.ลานบ่า
เท่ซะ ..... เท่ที่เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ข้ามไปได้ เท่ห์อันดับสอง
คือ แมงกว่างของเขาจะตัวใหญ่แข็งแรง เก่ง ชนะของเด็กทุกคน อันนี้ก็เท่ห์
มีเด็กชายคนหนึ่ง อายุ 8 ขวบ เป็นลูกข้าชการครู ตัวเล็กกว่าใครเขา
บ้านอยู่ติดริมแม่น้ำป่าสักด้านชิดหัวฝายกั้นน้ำ วันแล้ววันเล่าที่ตื่นมาแต่เช้าตรู่
มายืนดูเด็กชายที่แข็งแรง คนแล้วคนเล่ากระโดดต้นมะเดื่อ โครม โครม
ลงน้ำข้ามไปยัง ดงสีหวดฟากแม่น้ำฝั่งโน้นแล้วกลับมาด้วยแมงกว่างตัวใหญ่
เต็มพกผ้าข้าวม้าที่คาดเอวทีละคน ๆ วันแล้ววันเล่าสมองน้อย ๆ เริ่มคิดคำนวน
ว่า ทำไมตนเองทำไม่ได้อย่างเขาพ่อก็เคยข้ามไปเอามาให้
ครั้งสองครั้งแล้วในปีนี้ แต่แมงกว่างตัวน้อยที่เลี้ยงบนล้ำอ้อยอันแขวนอยู่ใต้ชายคา 4-5 ตัว
ก็ไม่เก่งกาจพอจะไปต่อสู้โอ้อวดกับเพื่อนฝูงได้ครั้นจะตัดสินใจว่ายน้ำข้ามไปฝั่งนู้น
ก็หันกลับมามองตนเองว่าเป็นเด็กชายรูปร่างเล็ก ๆ อ่อนแอ ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง
อีกทั้งยังจำพิษสงของการจมน้ำเมื่อเดือนเมษายน ที่ท่าน้ำบ้านลุงคำ
ที่แม้ตอนนั้นเป็นฤดูแล้งแท้ ๆ ยังเจอกระแสน้ำวนผลักไปสู่เวิ้งใต้ต้นมะเดือ
จนหมดแรงจมน้ำเกือบเสียชีวิตยังจดจำความทรมานจากการสำลักน้ำ
และการขาดอากาศหายใจได้เป็นอย่างดี...แต่ด้วยใจที่ข้ามไปฟากแม่น้ำฝั่งโน้นแล้ว
ความกระหายอยากได้แมงกว่างที่เก่ง ๆ ตัวใหญ่ปีกอันดำขลับ เสียงร้องอันเชิญชวนของแมงกว่าง
รอยเล็บอันแข็งแรงและการท้าทายของเกมชนแมงกว่างท้าทาย เชิญชวนให้เกิดการแสวงหา
แมลงนักสู้ประเภทนี้มาไว้ในค่ายนักสู้ประจำท่อนอ้อยชายคาบ้านตนเอง
จนตอนบ่ายวันหนึ่ง เด็กน้อยเดินเลาะขึ้นเหนือน้ำท่ามกลางสายลมเย็น ๆ ของฤดูฝน
สายตาจับจ้องระหว่างสายน้ำและดงสีหวดที่อยู่ของแมงกว่างอย่างไม่ลดละ
ข้างหน้าคืออุปสรรคที่ใครต่อใครห้ามปรามว่า

“อย่าข้าม หนูข้ามไม่ได้หรอก เราไม่เหมือนคนอื่นนะ
อยากได้เดี๋ยวให้พี่เขาเอามาให้”

บ้างหละ

“ให้พ่อกลับจากโรงเรียนก่อนเดี๋ยวพ่อข้ามไปเอามาให้”

บ้างหละ

“เอ แล้วทำไม ชีวิตเราต้องยึดอยู่ที่คนอื่น เด็กน้อยคิด ...”

“ทำไม ต้องให้คนมาบอกเราเสมอว่า อะไร ๆ ก็ทำไม่ได้ “

ยิ่งย้อนภาพเห็นแมงกว่างที่เหล่า
พี่ ๆ หรือคุณพ่อเอามาให้ ก็ล้วนเป็นแมงกว่างตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า

“ไอ้จิ ไอ้โค้งน้อย "

ไม่ใช่แมงกว่างนักสู่อย่างที่เขาเรียกว่า

“ไอ้กระทิง” “ไอ้ดำ” “ ไอ้หน้าบาก”

อันสำแดงถึงลักษณะแมลงนักสู้ยามให้ไอ้จิ ไอ้โค้งน้อย ขึ้นสังเวียนก็เป็นที่น่าอับอายขายหน้า
สมองที่คิดไปเรื่อย ๆ สายตาที่มองไปยังฟากน้ำพลันก็เห็นท่อนไม้ที่ลอยมาจากหมู่บ้านต้นน้ำ
มุ่งจากกลางลำน้ำลอยผ่านมาใกล้ตลิ่งแล้วก็วนออกไปเรื่อยๆ สู่กลางลำน้ำและเป็นที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ที่ท่อนไม้ท่อนนั้นไหลข้ามไปยังฝั่งแม่น้ำด้านดงสีหวดท่อนไม้แล้ว กอไม้เล่า ที่ไหลมาวันนั้น
จะวนมาที่ฝั่งนี้ก่อนเพราะเป็นหัวคุ้งน้ำแล้วก็จะไหลข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งตามธรรมชาติของกระแสน้ำ
เด็กน้อยเริ่มทดสอบโดยโยนท่อนไม้ลงไปแม่น้ำข้างหน้า ท่อนไม้จากมือก็ไหลไปกลางน้ำ
และรี่ไปสู่อีกฟากหนึ่งโยนไปอีกท่อนนึง ก็เกิดอาการเดียวกันคือท่อนไม้ที่โยนลงตรงนี้
จะไหลข้ามไปฝั่งดงสีหวดและแล้ว ยุทธการพิชิตแมงกว่างเริ่มต้นขึ้นเด็กชายเปลี่ยนเสื้อผ้า
กระโดดลงแม่น้ำ ณ จุดนั้นประคองตนเองไม่ให้จมน้ำปล่อยให้กระแสน้ำพัดไปอีกฝั่งหนึ่ง
และแล้วความสำเร็จของการข้ามลำน้ำครั้งแรกก็มาถึงเฉกเช่นเดียวกันในยามว่ายกลับมา
เด็กชายก็ทำเช่นเดิมคือ เดินไปหัวคุ้งน้ำแล้วกระโดดลงปล่อยตัวเองตามกระแส
ข้ามมาอีกฟากหนึ่งครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ในใจประกาศก้องว่า

“น้ำป่าสักเอ๋ยฉันพิชิตแกแล้ว”

และจากนั้นเป็นต้นมา แมงกว่างตัวที่ดีที่สุดของหมู่บ้านอยู่ในมือเด็กชายผู้พิชิต
ด้วยทุกเช้ามืดก่อน ใคร ๆ จะตื่นทันผู้พิชิตลำน้ำจะกระโดดไปก่อนใคร ๆ
และแมงกว่างตัวที่ดีที่สุดของดงสีหวดก็จะเป็นของเขาเจ้าดำใหญ่ที่แขวนใต้ชายคาบ้าน
คือเจ้าแห่งแมงกว่าง แชมป์ประจำตำบล ที่ทั้งตำบลไม่มีใครเคยชนะมันเลย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เด็กชายบอกตนเองอยู่เสมอว่า

"ใครก็ตามทำสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ได้ ฉันก็จะต้องทำได้"

ในวัตถุประสงค์เดียวกับที่คนนั้น ๆ ทำได้แม้วิธีการจะแตกต่างกัน นั่นขอเพียงฉันจะโยนใจของฉัน
ข้ามลำน้ำนั้นไปสู่ฟากฝั่งแห่งความตั้งใจ ทุกอุปสรรคที่กั้นขวาง
ไม่มีอุปสรรคใดที่มันไม่มีทางข้าม การมองอย่างจดจ่อและเรียนรู้
จะพบว่าพระเจ้าทรงซ่อนวิธีการของพระองค์ไว้ในอุปสรรคนั้น
และพระองค์จะทรงสำแดงวิธีการที่ทรงซ่อนไว้นั้นให้กับคนที่พร้อมจะเรียนรู้จากมัน

ใจที่มันข้ามไปอยู่อีกฝั่งแห่งนิมิตนั้นแล้ว  อย่างไรเสียเราจะต้องหาวิธีข้ามไปตามหัวใจของเราวางไว้

ยรม 33:3 จงทูลเราและเราจะตอบเจ้าและจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น