มุมมองนี้สะพานห้วยตองสูงและยาวเหยียดมาก
สะพานข้ามเหวลึกที่แยกระหว่างภาคเหนือและภาคอิสาน
มีมากมายสารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสยอง
แต่ท้าทายดี เมื่อหลายสิบปีก่อน ลูกเสือสามัญ(เด็กมัธยม)
จากโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม เกือบพันคน
ได้เดินป่าลึกลัดเลาะลำห้วยตองเข้าไป 5 กม.
ไปตั้งค่ายพักแรม ที่ริมแอ่งน้ำใหญ่ จำได้ว่ามันสวยมาก
ปลาเยอะ ครูแอะ(ครูสอนดนตรี)เอาปืนแก๊ปไปด้วย
ครูช่างยนต์(จำชื่อเค้าไม่ได้แล้ว)เอาระเบิดไดนาไมท์ไปด้วย
ระเบิดปลาเลี้ยงลูกเสือ อ้ะ อย่าเพิ่งว่าครูเค้านะครับ
ยุคนั้น ไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิด กม.มาออกทีหลัง
พวกเราเล่นน้ำกันสนุกจับปลาตามโตรกหินกันจนตัวซีด
เด็กนักเรียนช่วงนั้นการเข้าป่าตั้งแคมป์เพื่อฝึกการดำรงชีวิต
เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ ก่อไฟเป็น หุงหาอหารเป็น
สร้างที่พักกลางป่าได้ ขุดส้วม จัดการขยะ ซักเสื้อผ้า
ล้างจาน การแสดงรอบกองไฟ
ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ จากการเข้าไปตั้งแคมป์ในป่า
ยุคนั้นก็ป่าจริงจังแหละครับ..จำได้ว่าไปกับเขาแทบทุกครั้ง
แต่มีครั้งนี้แหละที่ไปแล้ว ทำให้ครั้งต่อ ๆ มาไม่ได้ไปตั้งค่ายกับโรงเรียนอีก
..ค่ายลูกเสือที่ห้วยตอง ตอนเขาไปต้องเดินลงเขาผ่านป่าไผ่
เพื่อไปที่หุบเขาสวย ๆ ใกล้ธารน้ำ ขาไปสนุกครับเดินลงเขา
ขาเดี้ยงก็เดินได้ลิ่ว ป่าไผ่รวก ป่าเต็งรัง ใบไม้ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ
บ้างส้ม บ้างแดง บ้างยังเหลือง นัยว่าย่านนี้เป็นป่าไม้ผลัดใบ
ครูเค้าพาอ้อมสะพานห้วยตอง ไม่ลงเดินตรงนั้น
คงเกรงว่าพวกเราจะกลัวผี ตามคำร่ำลือ ก็แหม
ไม่รู้ว่าใครมาตายแถวนั้นบ้าง นับร้อยศพแล้วกระมัง
..ตั้งแคมป์อยู่ที่นั่นห้าวัน
...หลังคาที่ทำด้วยหญ้าสาบเสือของเตนทฺผมก็แห้งได้ที่พอดี
ก็รื้อ แล้วเก็บให้เป็นที่เป็นทางตามคำสั่ง
อาจารย์บรรจง จันทะสิงห์ อาจารย์เรวัฒน์ ใจชื่น
ครูฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลเหล่าลูกเสือสามัญร่วมกับคณะครูอีกสิบกว่าท่าน
...อิตอนเดินกลับนี่สิครับต้องเดินตามโตรกห้วย หินทั้งน้าน
ขาเดี้ยงอย่างผมก็เดินช้า..สิ มีไม้ง่ามอันนึงคอยพยุงตัว
...และบางช่วงต้องเดินขึ้นเนิน ...ผลคือเค้าไปถึงที่สะพานรอขึ้นรถแล้ว
..ผมยังไปไม่ถึง...ก็เดินเรื่อย ๆ นะไม่ได้หยุดพักแต่มันสโลว์มากกกกกก
....จนอาจารย์เรวัฒน์ท่านต้องเดินย้อนมากับลูกเสือล่ำ ๆ สองสามคน
..พอมาเจอก็บอกว่า เฮ้ พวกเราทำเสลี่ยงหามไป
...ตามวิชาลูกเสือเค้าก็เนรมิตรไม้ไผ่ทำเสี่ยงให้ผมนั่ง
..แต่ใช้ได้จริงไม่กี่เมตรหรอกครับ ..โขดหินสูงต่ำ ..ขึ้นล
ง..คนจะร่วงเสลี่ยงและสุดท้ายเสลี่ยงพัง.
.อาจารย์เรวัฒน์ท่านก็เลยยิ้ม ๆ แล้วนั่งลง .
.บอกว่าขี่หลังครู...เดี๋ยวคนอื่นเขาจะรอนาน.
.เดินรั้งท้ายเดี๋ยวเสือมาคาบไปกิน ...
.วันนั้นเลยได้ขี่หลังครูฝ่ายปกครองที่ทั้งโรงเรียนกลัวเกรงกันเป็นนักเป็นหนา
..เพราะครูเรวัฒน์ ตีเจ็บมาก มือไม้เรียวรุ่นนั้นก็ครูเรวัฒน์ ใจชื่น
กับครูบรรจง จันทะสิงห์ หือจำชื่อแม่นเลยแหละ
สายโดน โดดเรียนโดน ผมยาวโดน ฯลฯ
เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ที่หล่มสักเล่าว่า หลานครูมาเชื่อพระเจ้าแล้ว
..และภรรยาครูก็มาโบสถ์แล้ว ..เสียดายครูเสียชีวิต
ตั้งแต่วัยอายุสี่สิบหรือห้าสิบนี่แหละจากอุบัติเหตุ
...เป็นความจริงอย่างนึงที่ ครูดุ ๆ มักจะอยู่ในความทรงจำของนักเรียน
นานแสนนาน ด้วยความขอบพระคุณ
วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
สะพานห้วยตอง
มุมมองนี้สะพานห้วยตองสูงและยาวเหยียดมาก
สะพานข้ามเหวลึกที่แยกระหว่างภาคเหนือและภาคอิสาน
มีมากมายสารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสยอง
แต่ท้าทายดี เมื่อหลายสิบปีก่อน ลูกเสือสามัญ(เด็กมัธยม)
จากโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม เกือบพันคน
ได้เดินป่าลึกลัดเลาะลำห้วยตองเข้าไป 5 กม.
ไปตั้งค่ายพักแรม ที่ริมแอ่งน้ำใหญ่ จำได้ว่ามันสวยมาก
ปลาเยอะ ครูแอะ(ครูสอนดนตรี)เอาปืนแก๊ปไปด้วย
ครูช่างยนต์(จำชื่อเค้าไม่ได้แล้ว)เอาระเบิดไดนาไมท์ไปด้วย
ระเบิดปลาเลี้ยงลูกเสือ อ้ะ อย่าเพิ่งว่าครูเค้านะครับ
ยุคนั้น ไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิด กม.มาออกทีหลัง
พวกเราเล่นน้ำกันสนุกจับปลาตามโตรกหินกันจนตัวซีด
เด็กนักเรียนช่วงนั้นการเข้าป่าตั้งแคมป์เพื่อฝึกการดำรงชีวิต
เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ ก่อไฟเป็น หุงหาอหารเป็น
สร้างที่พักกลางป่าได้ ขุดส้วม จัดการขยะ ซักเสื้อผ้า
ล้างจาน การแสดงรอบกองไฟ
ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ จากการเข้าไปตั้งแคมป์ในป่า
ยุคนั้นก็ป่าจริงจังแหละครับ..จำได้ว่าไปกับเขาแทบทุกครั้ง
แต่มีครั้งนี้แหละที่ไปแล้ว ทำให้ครั้งต่อ ๆ มาไม่ได้ไปตั้งค่ายกับโรงเรียนอีก
..ค่ายลูกเสือที่ห้วยตอง ตอนเขาไปต้องเดินลงเขาผ่านป่าไผ่
เพื่อไปที่หุบเขาสวย ๆ ใกล้ธารน้ำ ขาไปสนุกครับเดินลงเขา
ขาเดี้ยงก็เดินได้ลิ่ว ป่าไผ่รวก ป่าเต็งรัง ใบไม้ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ
บ้างส้ม บ้างแดง บ้างยังเหลือง นัยว่าย่านนี้เป็นป่าไม้ผลัดใบ
ครูเค้าพาอ้อมสะพานห้วยตอง ไม่ลงเดินตรงนั้น
คงเกรงว่าพวกเราจะกลัวผี ตามคำร่ำลือ ก็แหม
ไม่รู้ว่าใครมาตายแถวนั้นบ้าง นับร้อยศพแล้วกระมัง
..ตั้งแคมป์อยู่ที่นั่นห้าวัน
...หลังคาที่ทำด้วยหญ้าสาบเสือของเตนทฺผมก็แห้งได้ที่พอดี
ก็รื้อ แล้วเก็บให้เป็นที่เป็นทางตามคำสั่ง
อาจารย์บรรจง จันทะสิงห์ อาจารย์เรวัฒน์ ใจชื่น
ครูฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลเหล่าลูกเสือสามัญร่วมกับคณะครูอีกสิบกว่าท่าน
...อิตอนเดินกลับนี่สิครับต้องเดินตามโตรกห้วย หินทั้งน้าน
ขาเดี้ยงอย่างผมก็เดินช้า..สิ มีไม้ง่ามอันนึงคอยพยุงตัว
...และบางช่วงต้องเดินขึ้นเนิน ...ผลคือเค้าไปถึงที่สะพานรอขึ้นรถแล้ว
..ผมยังไปไม่ถึง...ก็เดินเรื่อย ๆ นะไม่ได้หยุดพักแต่มันสโลว์มากกกกกก
....จนอาจารย์เรวัฒน์ท่านต้องเดินย้อนมากับลูกเสือล่ำ ๆ สองสามคน
..พอมาเจอก็บอกว่า เฮ้ พวกเราทำเสลี่ยงหามไป
...ตามวิชาลูกเสือเค้าก็เนรมิตรไม้ไผ่ทำเสี่ยงให้ผมนั่ง
..แต่ใช้ได้จริงไม่กี่เมตรหรอกครับ ..โขดหินสูงต่ำ ..ขึ้นล
ง..คนจะร่วงเสลี่ยงและสุดท้ายเสลี่ยงพัง.
.อาจารย์เรวัฒน์ท่านก็เลยยิ้ม ๆ แล้วนั่งลง .
.บอกว่าขี่หลังครู...เดี๋ยวคนอื่นเขาจะรอนาน.
.เดินรั้งท้ายเดี๋ยวเสือมาคาบไปกิน ...
.วันนั้นเลยได้ขี่หลังครูฝ่ายปกครองที่ทั้งโรงเรียนกลัวเกรงกันเป็นนักเป็นหนา
..เพราะครูเรวัฒน์ ตีเจ็บมาก มือไม้เรียวรุ่นนั้นก็ครูเรวัฒน์ ใจชื่น
กับครูบรรจง จันทะสิงห์ หือจำชื่อแม่นเลยแหละ
สายโดน โดดเรียนโดน ผมยาวโดน ฯลฯ
เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ที่หล่มสักเล่าว่า หลานครูมาเชื่อพระเจ้าแล้ว
..และภรรยาครูก็มาโบสถ์แล้ว ..เสียดายครูเสียชีวิต
ตั้งแต่วัยอายุสี่สิบหรือห้าสิบนี่แหละจากอุบัติเหตุ
...เป็นความจริงอย่างนึงที่ ครูดุ ๆ มักจะอยู่ในความทรงจำของนักเรียน
นานแสนนาน ด้วยความขอบพระคุณ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น