วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตกปลาตัวใหญ่ที่สุดในชีวิต

 
ครั้งเมื่อสักประมาณปี 2002
เมื่อจำเป็นจริง ๆ จะต้องย้ายครอบครัว
และบทบาทหน้าที่แห่งความรับผิดชอบ
คริสตจักรจากอำเภอหล่มสัก
หลายท่านบอกว่าเราได้เลื่อนตำแหน่ง
จากผู้นำอำเภอมาเป็นผู้นำจังหวัด
แต่ช่างตรงกันข้ามกับความรู้สึก
สำหรับผมเองแล้วรู้ถึงภาระหนัก
พอสมควรสำหรับมนุษย์
จากการดูแลคริสตจักรความหวังหล่มสัก
ตอนนั้นดูแลสมาชิก 60 คน
สภาพคริสตจักรไซด์นี้
ก็พออยู่ได้ในหลาย ๆ เรื่อง
อีกอย่างบ้านตนเองก็อยู่ที่หล่มสัก
รายได้จากอาชีพประจำเฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท
ก็พอเพียงสำหรับเลี้ยงครอบครัว
แต่แล้วต้องย้ายเลื่อนตำแหน่งมาดูแลจังหวัด
ความรู้สึกเหมือนถูกย้ายลงมากกว่าขึ้นนะ
จากการดูแลคริสตจักรไซด์ 60 มาดูแล 13 คน
ค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะลำพังค่าเช่าโบสถ์เดือนละพันห้าก็
ยังค้างจ่ายเขาเลยพื้นฐานคริสตจักรที่เปลี่ยน ศบ.มาแล้ว 6 ท่าน
ใครที่เคยทำงานคริสตจักรมาจะรู้ว่าแสบสันต์ขนาดไหน
แต่ละท่านย้ายไปด้วยสภาพเหวอะหวะ
แต่ผู้นำสิครับไม่ถามเลยว่าเราจะไปไหม เราคิดเห็นอย่างไร
เหมือนรู้ว่าหากถามละก็คงไม่ย้าย
(เพราะเค้าก็ตะล่อมหลายหนแล้ว เราก็เฉย ๆ ซะ)
ปีแรกที่ย้ายมาลำบากเอาเรื่องครับ
จากรายได้เดือนละ 30,000 บาท
เหลือรายได้เดือนละ 30 วันภรรยา 1 ลูกเล็ก ๆ 3 คน
สองเดือนแรก เงินที่เก็บไว้ก็หมดกระเป๋าแล้ว
และแล้ววันหนึ่ง วันอันแสนระทึกใจ
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2003 วันเกิดของภรรยาผม
ทีมงานท่านหนึ่ง ตั้งคำถามว่า


“อาจารย์ไม่จัดงานวันเกิดอาจารย์อรหรือ
ประเดี๋ยวลืมเมื่อไหร่เจองอนนะ”


(คือปี 1998 ผมเคยลืมครับ เกือบเสียชีวิต ) ผมก็มองพี่น้องตอบว่า


“ มี 30 บาทนี่นะ”
 "กินอะไรดี เอ่ย"


พูดแล้วก็เดินยิ้มตามสไตล์ไปที่รถกระบะ
คือสมัยนั้นจะเตรียมเทศน์สอน
ก็ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากนัก (ไม่มี Net)
ไม่มี ไอ้ปง ไอ้เป็ด เน็ตบง เน็ตบุค อะไรใช้
ก็ต้องหอบหนังสือ พระคัมภีร์ ไปปลีกวิเวกที่ริมบึงหนองนารี
ที่ไกลออกไปสัก 2 กม.แถมมีการเอาเบ็ดตกปลาไปด้วย
ที่จริงแต่ละวัน แต่ละวันที่ออกไปตกปลาก็ไม่เคยได้ปลาได้อะไรหรอกครับ
หากแต่เวลาเตรียมสอน เทศน์ เราก็ต้องเลือกสถานที่ร่ม เย็น ปลอดคน
แล้วที่อย่างนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่หมายตกปลา คือเจตนาเราไปอ่านหนังสือ
เตรียมสอน พอกางเสื่อ วางอุปกรณ์ได้ที่แล้ว
เสร็จก็ปั้นรำใหม่ ๆ และหัวอาหารปลาดุก
ผสมด้วยกระทิ เป็นเหยื่อตกปลา
เหวี่ยงเบ็ดไปสู่เป้าหมายที่กลางบึง ใกล้ ๆ ตอไม้ใต้น้ำ
แล้วก็มานั่นอ่านบทเรียนและเขียนบทเรียน
ลมเย็นดีครับ ที่บึงก็สบายตา เงียบสงบ เตรียมสอนไปสัก
สองชั่วโมงมั้ง มองไปที่เบ็ด เงียบครับ เหยื่อก็ไม่ได้เปลี่ยน
คือไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
กะ เสร็จงานประมาณสัก 4 โมงเย็นมั้ง ก็ลุกขึ้นเก็บสัมภาระ
ขึ้นท้ายรถกระบะมิตซูบิชิ สตราดา
อุปกรณ์อันสุดท้ายที่จะเก็บคือคันเบ็ด Loomis รอก Viva
ใส่สาย 30 ปอนด์ ที่ใส่ เหยื่อรำปั้นผสมหัวอาหารปลากับกะทิสด
จากถังปั่นไอติม ของพี่น้อง ในใจก็คิดร่ำ ๆ ว่า
“ถ้าพระเจ้าให้ปลาใหญ่สักตัวหนึ่งก็จัดเลี้ยงวันเกิดภรรยาเย็นนี้ได้นะเนี่ย”




คิดได้แค่นั้นครับ คันเบ็ดที่ผมมองก็กระตุกวูบ คันโค้งคำนับพื้น
เสียงสายดังพรืด ๆ (คือปกติจะดังแกร็ก ๆ แต่เจ้าตัวเนี้รอกเสีย)
ผมเดินไปมือซ้ายปิดหน้ารอดกุมไว้แล้วสบัดปลายคัน
เพื่อฝังคมเบ็ดที่ปากปลา
แต่ด้วยน้ำหนักปลายสายและความใหญ่โตของเจ้าปลาตัวนั้น
กระชากผมเซ แซ่ด ๆ ลงไปในน้ำ
 "โครม"
ทุกสายตาที่ริมบึงมองมาที่ผม
เสียงตะโกนเชียร์ดังรอบ ๆ บริเวณนั้น
ตัวปลายสายกระโดดลอยตัวกลางน้ำโครม ในใจคิดว่า
ตายหละ จระเข้กินเบ็ดหรือเปล่านี่
แต่พอเห็นปลายหาง รู้ด้วยประสบการณ์ครับ ว่า ยี่สกแหง ๆ
ประมาณด้วยสายตา ปลาตัวนี้น่าจะเกือบ ๆ ยี่สิบกิโล
จากประสบการณ์อีกนั่นแหละ ว่าชีวิตนี้ตั้งแต่ตกปลามา
ปลาทุกตัวที่น้ำหนักเกิน 5 กก.
ผมก็ทำสายเบ็ดขาดหมด ไม่เคยได้ตัวเลยสักครั้ง
ด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มืออาชีพ สวิงไม่มี สายไม่สมบูรณ์
รอกเบรคแตก ปลายไกด์มีรอย
ไม่เคยเอาตัวได้เลย ปล่อยเป็นปลาหนวดยาวที่สุดในบึง ในแม่น้ำหมด
แต่เจ้าตัวนี้ไปไม่รอดครับ ปลาพยายามดึงสายเบ็ดเข้าป่าบัว
ผมก็โยกคันเบ็ด Loomis 9 ฟุต
ดึงตัวออก ปล้ำกันอยู่นานครับ ได้ตัวมา
โยนขึ้นกระบะกลับบ้าน คนรอบบึงยืนดูกันสลอน
แต่ผมมอมแมมมากเลยวันนั้น(ก็ตกน้ำ)
เย็นวันนั้นเรามีเลี้ยงฉลองวันเกิดด้วยอาหารที่พระเจ้าประทานให้
ปลาตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยตกได้มา
แล้วก็เป็นปลายี่สกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น
แบ่งแจกจ่ายคนไปกว่า 30 คน
อัศจรรย์แห่งการเลี้ยงดูของพระเจ้าที่ประทานสิ่งสารพัดให้เรา
เพียงพอเสมอจากคลังทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์



สอง ปีแรกแทบ ไม่ต้องซื้ออาหารครับ
วันสองวันไปตกปลาทีนึง 
ได้มาทำกับข้าวทุกวัน
 แต่หลังจากคริสตจักรเลี้ยงตัวเองได้
แถมตอนนี้สถานะกิจการผม
ก็มีกำลังพอเลี้ยง คจ.ได้
ปลาไม่รู้หายไปไหนหมด
ตกปลาไม่ได้มากว่า 10 ปีแล้ว
(ที่จริงก็คือไม่มีเวลาไปตกปลาด้วย)
วันนี้คงไม่จำเป็นต้องตกปลาแล้วมั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น