วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

นึกว่า ปลาช่อนทะเล


เมื่อประมาณ ปี 1987 ผมเรียนพระคัมภีร์ที่ศูนย์พระกิตติคุณสมบูรณ์ บางแค
พอปิดภาคเรียน ทางศูนย์ฯได้จัดงบประมาณพานักศึกษาไปเที่ยวที่ชะอำ
ตามประสา คนภูเขาแหละครับ ชอบทะเล หาดชะอำที่เราไปพักกันบ่อย ๆ
จะเป็นหาดที่แยกออกจากบริเวณที่คนพลุกพล่าน เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง
มีห้องโถงใหญ่ 2 ห้อง แยก หญิง ชาย แล้วก็บ้านพักเดี่ยว สำหรับ คณาจารย์
ไม่ห่างหมู่บ้านชาวประมงมากนัก ผลดีคือ ได้อาหารทะเลราคาถูก บ้านก็ราคาถูก
จัดกิจกรรมสำหรับนักศึกษาได้ อย่างดี เพราะรอบ ๆ ไม่มีใครมารบกวนและเรา
ก็ไม่รบกวนใคร ส่วนใหญ่เราจะไปนอนกันสองคืน สามวัน แล้วก็กลับศูนย์ฯ
สอบ แล้วก็กลับไปฝึกงานที่คริสตจักร ที่ส่งเราไปเรียน รอเปิดภาคเรียนต่อไป
ด้วยความที่เป็นคนชอบถ่ายภาพ เลยตื่นแต่เช้ามืดทุกวันถือ เจ้า Pentax เดินเลาะหาด
เก็บภาพนั้น เก็บภาพนี้ เพราะสาย ๆ แสงไม่สวย และอีกอย่างดาราหน้ากล้องมากมาย
จะทำให้ผมไม่มีเวลาส่วนตัวมากนัก จำได้ว่าเช้าวันนั้น ผมเดินย้อนหาดขึ้นไปทางทิศเหนือ
ของที่พัก ซ้ายเป็นทะเล เรือประมงพื้นบ้านวิ่งกันให้ขวักเชียววันนั้น มีคนขับคนนึง
คนถือสวิง ที่หัวเรือคนนึง ตักแมงกระพรุน ตัวโต ใส่เรือ แหมเยอะจริง ๆ ที่หาดก็
คลื่นซัดเจ้าพวกนี้ขึ้นมาให้ขาวไปหมด ...แสดงว่าวันนี้เป็นช่วงน้ำทะเลหนุน หรือน้ำขึ้น
แมงกระพรุนก็เลยตามน้ำเข้ามา เดินไปเรื่อย สำรวจ เจ้าปลาดาว แมงกระพรุน
มีการเก็บแมงกระพรุนใหญ่ ๆ บางตัวใส่ถุงมาด้วยนะครับ (ไม่รู้จะเอามาทำไม )
แต่สักพัก เห็นอะไรกระเสือกกระสน อยู่ริมหาด ก็เลยเดินไปดู
อ้าว ปลาช่อน ปลากำลังวัยรุ่นขนาด เท่าด้ามมีด หรือไซด์ขนาดน้ำหนัก 2-3 ตัวต่อ กก.
กำลังกระเสือกกระสน ว่ายขึ้นบก ผมคิดในใจ

"เฮ้ย ปลาช่อนทะเล ไหงเหมือน ปลาช่อนน้ำจืด จังเลยหว่า"

 

ก็เลยเท เอา แมงกระพรุนในถุงออก จับเจ้าปลาช่อนที่เข้าใจว่ามาจากทะเล ใส่ถุง
เติมน้ำทะเลใสนิดหน่อยด้วยความหวังดี กลัวมันตาย พอ เทน้ำทะเลใส่
เจ้าช่อนก็กระโดด แหม ผมคิดว่ามันดีใจนะเนี่ย ว่าได้น้ำ ทะเลไปเลี้ยงชีวิต
พอเดินไปอีก ก็เจออีก รุ่น ๆ เดียวกันทั้งนั้น 5 - 6 ตัว เก็บใส่ถุง ได้เยอะเชียว
ไอ้ที่เก็บก็เก็บได้ ไอ้ที่ได้ก่อนชักเริ่มหงายท้อง แปลกใจเหมือนกัน

"เอ เราก็เซียนตกปลา ปลาช่อนนี่ ทนชมัดยาด ไหง เดินมาแค่ ไม่ถึงสิบนาที
หงายท้องซะแล้ว เออ ปลาช่อนทะเลนี่ ตายง่ายเน๊าะ ...น้าน คิดไปนั่น "

จนเดินมาประมาณ สัก 300 เมตร เจอบ่อน้ำขนาดใหญ่ เป็นสระของชาวบ้าน
ไปยืนดูอยู่พักนึง พินิจพิเคราะห์พืชน้ำในสระ เป็นผักบุ้งผักกระเฉด แสดงว่า
สระน้ำจืด ตรงมุมสระด้านตะวันตก ที่ติดทะเล มีร่องน้ำเค็มดอดไหลเข้ามาหน่อยนึง
เป็นสายน้ำเล็ก ริน ๆ มองเป็นเห็นเจ้าช่อน ขนาดในถุง จ่อคิวกระโดดเหย็ง ๆ
ออกไปสู่ทะเล ........

" อ้าว เฮ้ย ในถุงที่เก็บมาจากชายหาดนี่ ปลาช่อนน้ำจืดนี่หว่า โธ่ มิน่า จึงหน้าตา
เหมือนปลาช่อนที่บ้าน แล้วยิ่งผมเราเอาใส่ถุงแล้วเติมน้ำเค็มด้วยเจตนาดี
หวังเลี้ยงชีวิต มัน จึงหงายท้องทำพะงาบ พะงาบ ขออภัย หลงเข้าใจผิดคิดว่า
เจ้าคือ ช่อนทะเล"

สำนึกในความผิดได้แล้วรีบเท ปลา ในถุงลงคืนสระ เจ้าตัวที่ยังแข็งแรง
ก็ค่อยๆ ว่ายกลับลงไป เจ้าตัวที่หงายท้องก็ ควงสว่าน ไป ควงสว่านมา
ตั้งนาน กว่าจะฟื้นคืนสติ และแล้ว ว่าที่ ศบ.ก็ได้ทำบุญ ปล่อยปลา
เหลือแต่ปล่อยนกปล่อยเต่า ปล่อยปลาไหล เท่านั้นแหละครับ
บุญกุศลล้นเหลือจริง ๆ แต่เกือบบาปเพราะเอาน้ำเค็มไปเดิมให้มันนี่แหละ
ด้วยความเป็นว่าที่นักเทศน์ ก็เลยยืนเทศนาให้ปลาในสระฟังซะหน่อย

" ปลาช่อนเอ่ย พระเจ้าสร้างเจ้าให้อยู่ในแหล่งน้ำจืด แต่เจ้าไม่พออกพอใจ
ใช่ไหม วัน ๆ เที่ยวมองว่า ขอบสระแคบจัง กำหนดกฎเกณฑ์อะไรกันนักกันหนา
อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ดี ชีวิตมีกรอบมีกฎไปหมด ...พอมีวันหนึ่งขอบสระของเจ้าพัง
เจ้าก็ตืนเต้น วิ่งรี่กระโดด ออกไปสู่แหล่งน้ำใหม่อันเว้งว้าง มีอิสระเสรี น้ำใส ทะเลกว้าง
ที่มองเห็นมานาน แสนนานอยากแหวกว่ายเหลือเกิน พอว่ายไปสักพัก ด้วยความลิงโลด
ในสิ่งใหม่ ก็หายใจไม่ออก แสบเนื้อแสบตัว รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนหัวใจจะหยุด
ร่างกายหมดแรง ลมหายใจจะสิ้น ...อ้อ เพิ่งรู้ว่า ตนเองไม่ใช่ช่อนทะเล
ฉันคือช่อนน้ำจืด ที่ต้องอาศัยในแหล่งน้ำจืด ก็เกือบสิ้นลมหายใจ ...."

ก็หลายครั้งเห็นผู้เชื่อบางท่านไม่ยอมเป็นอย่างที่พระเจ้าให้เป็น
ชีวิตอิสระเสรีเสียเหลือเกิน แฉลบซ้าย แฉลบ ขวา เอ้อ...อย่าเป็น
ช่อนน้ำจืดที่ระเริงหลงในทะเลกว้างก็แล้วกัน บัดเดี๋ยวหาทางกลับ
แหล่งน้ำจืดไม่ทันจะกลายเป็นปลาร้าในทะเลใหญ่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น