- เมื่อเดือนเมษายน 2009 ได้มีโอกาสไปเยี่ยมคริสตจักรระดับตำบลที่ตำบลห้วยไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เห็นพี่น้องท่านหนึ่งเป็นพยานก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่พี่น้องท่านนื่อพระเจ้าใหม่ ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้หญิงท่านนี้วันนั้นผมและผู้ปกครองจรูญ ชัยบูรณ์ นั่งรับประทานอาหารเย็นที่บ้าน ผป.จรูญมีพี่น้องขับรถมอเตอร์ไซค์ดิ่งเข้ามาจอดแล้วร้องเรียกว่า“อาจารย์ ๆ แม่ทาจ่อยป่วยหนัก เป็นอัมพาตตอนนี้ อยู่โรงพยาบาลหล่มสัก”แล้วคุณท่านก็เลี้ยวรถปรื่อออกไปจากหมู่บ้าน เห็นแต่รอยฝุ่นตลบกลบเส้นทางลูกรังถนนบ้านดงข่อย เราจึงจำต้องละสำรับอาหารแล้วจัดแจงกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์.ผป.จรูญ เป็นคนขับผมซ้อน(ด้วยผมขับรถมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นจริง ๆ ได้แค่รถยนต์)ดิ่งไปสู่ รพ.หล่มสัก ที่ห่างออกไป 7 กม. ด้วยคนสูงอายุอย่าง ผป.จรูญเร็วสุดของท่านก็ 50 กม.ต่อ ชม. ซอกแซกออกจากหมู่บ้าน เข้าถนนใหญ่ ตัดเข้า โรงพยาบาลกว่าจะหาที่จอดรถ ปาไปกว่าครึ่งชั่วโมง เรารีบลิ่วไปที่ห้อง ER ทันทีครับติดต่อที่ ER ประชาสัมพันธ์ก็บอกว่า ไปที่ห้องรวมแล้วผมก็ยัง งง ๆ แต่ก็เดินไปที่ห้องผู้ป่วยหญิง พอเลี้ยวซ้ายเข้าประตูก็พบอัศจรรย์ เป็นแม่ทาจ่อย นั่งดูดนมกล่อง(เป็นรูปวัวแดง)เสียงดูดดังชัดเจน เมื่อเห็นพวกเราเข้าไป ก็รีบยกมือไหว้ สวัสดีค่ะอาจารย์ญาติ ๆ ที่รายล้อมเป็นสิบ ก็ยกมือไหว้ทักทาย ในสายตาผมก็ยิ่งงง เพราะเมื่อชั่วโมงบอกว่า“อัมพาต”ตอนนี้ นั่งคุยจ้อย ๆ ก็เลยถาม“อ้าวหายแล้วหรือ”แม่ทาจ่อย ก็ตอบว่า“อัศจรรย์กะหยั่งว้า หยั่ง ว่า อาจ้าน ข้อยไปเฮ็ดยาสูบ(อัศจจรย์คะ อาจารย์ ดิฉันไป ทำไร่ยาสูบ)มื้อแลง เมื่อยจังว่า กะเลย กลับบ้าน ตั้งหม้อนึ่งข้าว บอกหลานคอยเบิ่งเมื่อยหลายก็เลยนั่งแล้วก็หลับม่อยไป(ตอนเย็น เหนื่อยมาก ก็เลยกลับบ้าน ตั้งหม้อนึ่งข้าวเหนียว แล้วบอกหลานดูแลหม้อข้าวต่อ แล้วก็เผลอหลับไป)พอตื่นขึ้นมา เปลี้ยไปเหมิดกะหยั่งว่า หัวตกหมอน กะยกขึ้นใส่หมอนบ่ได๊(พอตื่นขึ้นมาก็สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง ศรีษะตกหมอนก็ยังยกขึ้นใส่หมอนเองไม่ได้)กะเลยเอิ้น ลูก ๆ ให้พาไปโรงหมอ ..ตลอดทางก๊ะอธิษฐานขอพระเจ้าว่าพระบิดาผู้ทรงเกียรติ ผู้ข้า เป็นลูกพระองค์ อันว่าย่างบ่ได้ ลุกขึ้นบ่ได๊ บ่เป็นหยังแต่ว่า ...ไผกะรู้ว่าลูกเป็นลูกพระบิดา อายเขา (แล้วก็ร้องไห้ ) ลูกอิพ่อ(คำพื้นเมืองที่ใช้เรียก พ่ออย่างสนิทสนม) ผู้ยิ่งใหญ่โรคหยังกะหาย คนตายกะฟื้น ตาบอดก๊ะมองเห็น แล้วผู้ข้าเป็นเปลี้ย เป็นหง่อย...มันบ่ ถวายเกียรติ พระบิดาเลย..” แม่ทาแกก็เงียบไปพักนึงแล้วแกกะสะกิดที่แขนผม แล้วพูดต่อไปด้วยเสียที่ปลาบปลื้มว่า“บ่ รู้ว่าแฮงมาแต่ได๋ พอ คิดว่า ตัวเองบ่ ถวายเกียรติพระเจ้า แฮง กะมา ..ซ่วงปร๊าด(โล่งสบายทันที) ลุกขึ้นนั่งได๊ หมอกะยังงึด(อัศจรรย์)เลย บ่ ทันได้ปัว(รักษา) กันซ้ำ”.ผมขอบพระคุณพระเจ้า ที่แรงจูงใจของคนของพระองค์ไม่จดจ่อที่ตนเป็นอะไร แต่จดจ่อที่พระเจ้าได้รับเกียรติหรือไม่ เป็นแรงจูงใจที่ทรงฤทธานุภาพยิ่งเกินความเข้าใจจริง ๆฟป 1:20 เพราะว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาและความหวังว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความละอายใดๆเลยแต่เมื่อก่อนทุกครั้งมีใจกล้าเสมอฉันใดบัดนี้ก็ขอให้เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้นพระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอแม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตายทุกวันนี้บ้านของคุณแม่ทา เป็นสถานนมัสการ แม้สร้างด้วยทรัพย์ชาวบ้านที่มีความจำกัด แต่ก็เป็นคริสตจักรที่มีความตั้งใจที่จะถวายเกียรติพระเจ้าด้วยความตั้งใจทั้งหมดที่มี ลูกสาวลูกชาย ลูกเขย ลูกสะใภ้ เป็นผู้เชื่อทั้งตระกูลขอบพระคุณพระเจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น