วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพราะฉันเป็นลูกของพระเจ้าผู้ทรงเกียรติ

P.WJ

  • เมื่อเดือนเมษายน 2009 ได้มีโอกาสไปเยี่ยมคริสตจักรระดับตำบลที่ตำบลห้วยไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เห็นพี่น้องท่านหนึ่งเป็นพยานก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่พี่น้องท่านนื่อพระเจ้าใหม่ ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้หญิงท่านนี้
    วันนั้นผมและผู้ปกครองจรูญ ชัยบูรณ์ นั่งรับประทานอาหารเย็นที่บ้าน ผป.จรูญมีพี่น้องขับรถมอเตอร์ไซค์ดิ่งเข้ามาจอดแล้วร้องเรียกว่า

    อาจารย์ ๆ แม่ทาจ่อยป่วยหนัก เป็นอัมพาตตอนนี้ อยู่โรงพยาบาลหล่มสัก

    แล้วคุณท่านก็เลี้ยวรถปรื่อออกไปจากหมู่บ้าน เห็นแต่รอยฝุ่นตลบกลบเส้นทางลูกรังถนนบ้านดงข่อย เราจึงจำต้องละสำรับอาหารแล้วจัดแจงกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์.ผป.จรูญ เป็นคนขับผมซ้อน(ด้วยผมขับรถมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นจริง ๆ ได้แค่รถยนต์)ดิ่งไปสู่ รพ.หล่มสัก ที่ห่างออกไป 7 กม. ด้วยคนสูงอายุอย่าง ผป.จรูญเร็วสุดของท่านก็ 50 กม.ต่อ ชม. ซอกแซกออกจากหมู่บ้าน เข้าถนนใหญ่ ตัดเข้า โรงพยาบาลกว่าจะหาที่จอดรถ ปาไปกว่าครึ่งชั่วโมง เรารีบลิ่วไปที่ห้อง ER ทันทีครับติดต่อที่ ER ประชาสัมพันธ์ก็บอกว่า ไปที่ห้องรวมแล้ว
    ผมก็ยัง งง ๆ แต่ก็เดินไปที่ห้องผู้ป่วยหญิง พอเลี้ยวซ้ายเข้าประตูก็พบอัศจรรย์ เป็นแม่ทาจ่อย นั่งดูดนมกล่อง(เป็นรูปวัวแดง)เสียงดูดดังชัดเจน เมื่อเห็นพวกเราเข้าไป ก็รีบยกมือไหว้ สวัสดีค่ะอาจารย์ญาติ ๆ ที่รายล้อมเป็นสิบ ก็ยกมือไหว้ทักทาย ในสายตาผมก็ยิ่งงง เพราะเมื่อชั่วโมงบอกว่า

    อัมพาต
    ตอนนี้ นั่งคุยจ้อย ๆ ก็เลยถาม
    อ้าวหายแล้วหรือ
    แม่ทาจ่อย ก็ตอบว่า
    อัศจรรย์กะหยั่งว้า หยั่ง ว่า อาจ้าน ข้อยไปเฮ็ดยาสูบ
    (อัศจจรย์คะ อาจารย์ ดิฉันไป ทำไร่ยาสูบ)
    มื้อแลง เมื่อยจังว่า กะเลย กลับบ้าน ตั้งหม้อนึ่งข้าว บอกหลานคอยเบิ่งเมื่อยหลายก็เลยนั่งแล้วก็หลับม่อยไป
    (ตอนเย็น เหนื่อยมาก ก็เลยกลับบ้าน ตั้งหม้อนึ่งข้าวเหนียว แล้วบอกหลานดูแลหม้อข้าวต่อ แล้วก็เผลอหลับไป)
    พอตื่นขึ้นมา เปลี้ยไปเหมิดกะหยั่งว่า หัวตกหมอน กะยกขึ้นใส่หมอนบ่ได๊
    (พอตื่นขึ้นมาก็สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง ศรีษะตกหมอนก็ยังยกขึ้นใส่หมอนเองไม่ได้)กะเลยเอิ้น ลูก ๆ ให้พาไปโรงหมอ ..ตลอดทางก๊ะอธิษฐานขอพระเจ้าว่าพระบิดาผู้ทรงเกียรติ ผู้ข้า เป็นลูกพระองค์ อันว่าย่างบ่ได้ ลุกขึ้นบ่ได๊ บ่เป็นหยังแต่ว่า ...ไผกะรู้ว่าลูกเป็นลูกพระบิดา อายเขา (แล้วก็ร้องไห้ ) ลูกอิพ่อ(คำพื้นเมืองที่ใช้เรียก พ่ออย่างสนิทสนม) ผู้ยิ่งใหญ่โรคหยังกะหาย คนตายกะฟื้น ตาบอดก๊ะมองเห็น แล้วผู้ข้าเป็นเปลี้ย เป็นหง่อย...มันบ่ ถวายเกียรติ พระบิดาเลย..แม่ทาแกก็เงียบไปพักนึงแล้วแกกะสะกิดที่แขนผม แล้วพูดต่อไปด้วยเสียที่ปลาบปลื้มว่า
    บ่ รู้ว่าแฮงมาแต่ได๋ พอ คิดว่า ตัวเองบ่ ถวายเกียรติพระเจ้า แฮง กะมา ..ซ่วงปร๊าด(โล่งสบายทันที) ลุกขึ้นนั่งได๊ หมอกะยังงึด(อัศจรรย์)เลย บ่ ทันได้ปัว(รักษา) กันซ้ำ”.


    ผมขอบพระคุณพระเจ้า ที่แรงจูงใจของคนของพระองค์ไม่จดจ่อที่ตนเป็นอะไร แต่จดจ่อที่พระเจ้าได้รับเกียรติหรือไม่ เป็นแรงจูงใจที่ทรงฤทธานุภาพยิ่งเกินความเข้าใจจริง ๆ
    ฟป 1:20 เพราะว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาและความหวังว่า
    ข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความละอายใดๆเลยแต่เมื่อก่อน
    ทุกครั้งมีใจกล้าเสมอฉันใดบัดนี้ก็ขอให้เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น
    พระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอ
    แม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตายทุกวันนี้บ้านของคุณแม่ทา เป็นสถานนมัสการ แม้สร้างด้วยทรัพย์ชาวบ้านที่มีความจำกัด แต่ก็เป็นคริสตจักรที่มีความตั้งใจที่จะถวายเกียรติพระเจ้า
    ด้วยความตั้งใจทั้งหมดที่มี ลูกสาวลูกชาย ลูกเขย ลูกสะใภ้ เป็นผู้เชื่อทั้งตระกูล

    ขอบพระคุณพระเจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น