วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จะไว้วางใจตาและพึ่งแขนขาของคนอื่น ของคนอื่น หรือไว้วางใจเรา

บันทึกเหตุการณ์ไว้เมื่อ February 15th, 2010
แหมครบรอบ 2 ปี พอดีเชียว


เมื่อวันเสาร์ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวดีจาก อ.เขาค้อ
ว่า คุณทองฤทธิ์ ผู้เชื่อใหม่ ที่ตาเคยบอด
เพราะจอประสาทตาเสียหายจากพิษยาฆ่าหญ้า ได้มองเห็นแล้ว
จากการที่เราวางมืออธิษฐานเผื่อในหลาย ๆ ครั้ง ตาที่บอดก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
จนมาถึงวาระขีดสุดแห่งความเชื่อ เมื่อวัน ศุกร์ที่ผ่านมา มีตลาดนัด
ที่ อ.เขาค้อ ด้วยความที่อยากจะไปเดิน อยากรู้อยากสัมผัส อะไรบ้าง
เพราะอยู่ที่รีสอร์ท อยู่ที่บ้านก็อยู่กับความมืดมิด มาตลอด เงียบก็เงียบ
จึงให้หลานพาไปเดินตลาดนัด ด้วยความเหลื่อมล้ำความสามารถ
ระหว่างคนตาดีที่จูงคนตาบอด วัยรุ่น ชอบไปไหนมาไหนเร็ว ๆ
ก็จูงแขนคุณลุงเดินชนโน่น ชนนี่ เตะเชือกเต็นท์ขายของ ชนเสาบาง
ชนคน สารพัด จนเครียด และรู้สึกขาดความมั่นใจ กังวลสารพัด
ตามประสาคนที่เคยทำอะไรได้ด้วยตนเอง เคยเป็นที่พึ่งคนอื่น
แต่เพราะตาที่มันมองอะไรไม่เห็นแล้ว แพทย์ก็แจ้งว่า
จอประสาทตาเสียนี่ไม่มีทางรักษา ความที่ตลาดนัด จะมีของระเกะระกะ
และด้วยที่คุณทองฤทธิ์เดินชนอะไรสารพัด ก็เลยหยุดเดิน
หมดความสนุกจะเดินตลาดไปเสียแล้ว บอกหลานว่า

"แกจะไปไหนก็ไป เที่ยวให้พอใจแล้วค่อยเดินกลับมารับลุงกลับบ้าน"

ขณะยืนพักสงบ ใจก็ครุ่นคิดถึงภาพการวางมือครั้งแล้วครั้งเล่าที่คริสตจักร
ที่ค่าย และที่ทุกครั้งมีพี่น้องมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน
ทุกเสียงอธิษฐานประกาศว่า

"พระเยซูคริสต์ทรงมีฤทธิ์อำนาจทำให้คนตาบอดมองเห็นได้"

แต่เหตุใดหนอ ตาของฉันป่านนี้ยังไม่กลับมามองเห็นอีก
และความสงบของจิตใจท่ามกล่างความวุ้นวายของตลาดนัด
ก็มีพระสุรเสียงที่ไม่เคยได้ยินก็ดังในโสตประสาทว่า

"หากเจ้าไว้วางใจ หลานชายของเจ้า เจ้าก็ต้องพึ่งพา ขาของเขา
ดวงตาของเขา หากเจ้าไว้วางใจเรา และความยิ่งใหญ่ของเรา
เจ้าก็จะมองด้วยตาขอเจ้าและเดินไปไหนมาไหนด้วยขาของเจ้าเอง"

และกระแสความเชื่อก็เปลี่ยนจากชายตาบอดที่ยืนนิ่งละล้าระลัง
เป็นตัดสินใจเดินและมองด้วยสายตาที่มืดมิด หลานก็คิดว่าลุงคงอยู่ที่เดิม
แต่ที่ไหนได้ ลุงไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ แต่กำลังหัดเดิน หัดมอง หัดไว้วางใจ
เดินไปบนขาของตัวเอง มองให้เห็นแก่ตาของตนเอง แล้วก็เดิน
แล้วก็เดิน ความเชื่อเช่นบาทิเมอัส ร้องขอต่อพระเยซู ด้วยความเชื่อ
ได้ยกระดับการรักษาเยียวยาจอประสาทตาอย่างอัศจรรย์
ทุกอย่างพร่างพรายกลับมาที่จอประสาทตาอีกครั้ง
เหมือนเมื่อ ตอนถูกคณะศิษยาภิบาลวางมือ ที่ค่าย สานสัมพันธ์พันธสัญญา
แสงสว่าง วูบวาบ เริ่มมองเห็น ราง ๆ เป็นภาพขาวและดำ
คุณลุงฤทธิ์ เดินเที่ยวจนรอบตลาดนัด โดยไม่เตะ ไม่สะดุด อะไรเลย
ด้วยความปรีดิ์เปรม .. กลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเชื่อย่างอัศจรรย์..
.. และขณะอยู่ที่บ้านมือควานไปจับวัตถุสิ่งหนึ่งก็เลย
จับขึ้นมาดูด้วยสัญชาตญาณ และสิ่งปรากฎก็คือไฟแชค สีม่วง อยู่ในมือ
คุณทองฤทธิ์แปลกประหลาดใจ ขนลุกซู่ ทั้งร่าง

“หรือว่าเราคิดไปเอง”

ครุ่นคิดในใจ แต่เพื่อพิสูจน์
จึงถามคุณพ่อที่อยู่ในบ้านเดียวกันว่า

“พ่อ ๆ ดูอะไรในมือผมนี่ พ่อว่าเป็นอะไรหรือ”

คุณพ่อของลุงฤทธิ์ จึงมองมาที่มือลูกชาย
แล้วบอกว่า

“ก็ไฟแชค”

แล้วมันสีอะไรละพ่อ

“ สีม่วง แล้วแกจะถามฉันทำไม”

คุณทองฤทธิ์ ไม่พูดอะไร คว้าโทรศัพท์ กดเบอร์โทรออก
หาศิษยาภิบาล

“อาจารย์ ครับ อาจารย์ครับ ตาผมมองเห็นแล้ว ขอบคุณพระเจ้า”

หมายเหตุ

คนป่วยจอประสาทตาเสียนั้นแพทย์จะมีความเห็นว่ารักษาไม่หาย
แต่เมื่อคริสตจักรอธิษฐานเผื่อ ให้หากระดาษ สี เช่น
แดง น้ำเงิน เหลือง มาให้ดูทีละสี เขาจะเริ่มเห็นสีแรก คือขาว
ต่อไปก็จะเป็นสีใดสีหนึ่ง ในแม่สีทั้ง 3 เมื่อเห็นครบ 3 สีเมื่อไหร่
ก็มองเห็นกันเมื่อนั้นแหละครับ (ประสบการณ์คนคันประทีปครับ
ไม่หลักฐานทางทฤษฎีอ้างอิง แต่ก็เป็นอย่างนี้ทุกที)....คุณทองฤทธิ์
เห็น สีม่วงของไฟแชค สำแดงถึงจอประสาทตาผสมสี แดงและน้ำเงินได้
หมายถึงการกลับไปสู่สภาพเดิมได้แล้ว

 

2 ความคิดเห็น:

  1. ขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับพระเมตตาของพระองค์
    ขอให้พระคุณทรงดำรงค์อยู่กับท่านทั้งหลาย

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณพระเจ้าและสรรเสริญพระเจ้าค่ะ

    ตอบลบ